02/11/2025
ฎีกาที่ 1102/2568 #วิแพ่ง #จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ น่าสนใจ น่าออกสอบ นาน ๆ จะมีฎีกาเกี่ยวกับ มาตรา 144🌟🌟🌟🌟
🔥 #ปัญหามีว่า : คดีก่อน จำเลยในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้จัดการมรดกของ A และ B ฟ้องโจทก์ในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้จัดการมรดกของ C เป็นจำเลย ขอให้บังคับแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินให้แก่จำเลย 1 ใน 3 ส่วนเท่ากัน โจทก์ให้การว่า หากแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจะทำให้ที่ดินบางส่วนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ และ C ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว A กับ B ไม่ได้ถือกรรมสิทธิ์ในบ้าน บ้านพิพาทบนที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของ C แต่เพียงผู้เดียว
คดีหลัง โจทก์ในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้จัดการมรดกของ C มาฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวและฐานะผู้จัดการมรดกของ A และ B ว่า C เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน คือ บ้านพิพาท บ้านพักคนงาน และอาคารจอดรถ ต่อมา C ยอมให้ A กับ B เข้ามาถือกรรมสิทธิ์ร่วมเฉพาะที่ดินดังกล่าวคนละ 1 ใน 3 ส่วน แต่กรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทยังคงเป็นของ C โดย C ครอบครองที่ดินพิพาทมาเป็นส่วนสัด ก่อนที่ A กับ B จะเข้าถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โจทก์ได้พักอาศัยบนที่ดินและบ้านบนที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอด และที่ดินบางส่วนได้ถูกกันไว้ใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะ เมื่อแบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วนแล้ว โจทก์จะต้องได้เนื้อที่ 385 ตารางวา ขอบังคับให้จำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ จนต่อเนื่องมาถึงบริเวณที่ตั้งบ้านพักคนงาน และอาคารจอดรถ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ครอบครองที่ดินโฉนดพิพาทเป็นส่วนสัด ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของ A B และ C เท่ากันหมด
ต่อมาก่อนสืบพยานในคดีหลัง ปรากฏว่า ศาลในคดีก่อนมีคำพิพากษาให้โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อน แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว คนละ 1 ใน 3 ส่วน ดังนี้ :
🔶 **คดีหลังจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ?
🔶 ศาลในคดีหลัง ชอบที่จะมีคำสั่งและคำพิพากษาอย่างไร ?
1. #คดีก่อน จำเลยในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ A และ B ฟ้องโจทก์ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกของ C #กับคดีนี้มีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า A และ B เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อาคารโรงจอดรถ และบ้านพักคนงานหรือไม่ เพียงใด
2. ❤️🔥ซึ่ง #โจทก์สามารถนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ กรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่เป็นมรดกของ C #ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยกันในคดีก่อนได้อยู่แล้ว ✅
3. 💥 คดีก่อนและคดีนี้ #จึงมีประเด็นเกี่ยวกับที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทอย่างเดียวกัน ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสอง #เป็นคู่ความรายเดียวกันโดยกลับกัน เป็นโจทก์และเป็นจำเลย
4. 🌟🌟 #ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดในคดีนี้กับคดีก่อนมีว่า A B และ C เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง อาคารโรงจอดรถ และบ้านพักคนงานหรือไม่ เพียงใด
5. ❤️🔥 อันเป็นประเด็นแห่งคดี #ข้อเดียวกัน ซึ่งศาลชั้นต้นได้ #วินิจฉัยชี้ขาดไว้ในคดีก่อน ระหว่างการพิจารณาคดีนี้
6. ฟ้องโจทก์คดีหลังนี้ #จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาช้ำ ❌ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144
7. 👨🏻⚖️ศาลชั้นต้นในคดีหลัง จึงชอบที่จะมีคำสั่งงดสืบพยานในคดีนี้ และพิพากษายกฟ้อง ได้./ ✅
[ #ข้อสังเกต : จะแตกต่างกับฎีกาอื่น ๆ ช่วงปี 57 - 61 ตรงที่ว่า ฎีกาอื่นๆ ก่อนหน้านี้นั้น **ประเด็นในคดีหลังที่ฟ้องมาไม่ได้มีเพียงประเด็นเดียว ถึงแม้ “ประเด็นหลัก ประเด็นใหญ่” จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน ต้องห้ามฯ แต่คดีหลังยังมีประเด็นย่อยอีกเช่น ในเรื่องค่าเสียหายเพียงใดอีก ซึ่งกรณีนี้คดีหลังจะพิพากษายกฟ้องทันทีไม่ได้ จะต้องรอฟังผลในคดีก่อนให้ถึงที่สุดก่อน [โดยให้จำหน่ายคดีชั่วคราวฯ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 39 เพื่อฟังผลคดีก่อนถึงที่สุด] ซึ่งจะเป็นธรรมแก่คู่ความมากกว่า เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้วคำพิพากษาคดีดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 จึงจะค่อยวินิจฉัยในคดีหลัง (ในประเด็นย่อย : ค่าเสียหายเพียงใด)
⚡️จะแตกต่างจากฎีกาปี 68 ล่าสุดนี้ ที่ทั้งคดีก่อนและคดีหลัง ก็มีประเด็น “ในข้อเดียว” กัน ในเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมฯ เท่านั้น มีเพียงข้อเดียว **ไม่มีประเด็นย่อยอื่น ๆ ที่ศาลคดีหลังจะต้องรอให้คดีก่อนถึงที่สุดก่อนเพื่อจะค่อยวินิจฉัยต่อในเรื่องอื่นหรือเรื่องค่าเสียหายหรือไม่ เพียงใด อีก การที่ศาลในคดีหลัง “ให้งดสืบพยานและพิพากษายกฟ้อง” จึงชอบแล้ว ส่วนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในคดีนี้ ก็พิพากษายืนเช่นเดียวกัน (ศาลสูงไม่มีการพิพากษาแก้ หรือกลับ หรือยก ย้อนฯ แต่อย่างใด) ]