17/09/2026
เมื่อคืนกูไปดูผู้หญิงคนหนึ่งพูดอยู่บนเวทีสามชั่วโมง
ไม่มีคำหยาบ ไม่มีการด่า ไม่มีการขึ้นเสียง
แต่มีผู้บาดเจ็บเป็นระยะ ๆ
บางคนโดนเรื่องแฟน บางคนโดนเรื่องผัว
บางคนชีวิตคู่ดีอยู่แล้ว นั่งเฉย ๆ ยังโดนลูกหลง
กูก็หนึ่งในนั้น
ตอนเขาพูดเรื่องคนอื่น กูก็นั่งเสือกอย่างสบายใจ
ฟังไปฟังมา
อ้าว ไอ้เหี้ย เรื่องกูมาตอนไหน
ผู้หญิงคนนั้นคือดีเจพี่อ้อย
พี่อ้อยที่ถ้ากูพูด “พี่ฉอด” แล้วมึงอ๋อทันทีนั่นแหละ
เมื่อคืนแกขึ้น One Stand Up Empathy
ทอล์กโชว์เดี่ยวครั้งแรกในชีวิต หลังซ่อนตัวอยู่หลังไมค์มา 33 ปี
ฟังปัญหาความรักของคนอื่นมานานพอจะบรรลุว่า...
เรื่องชาวบ้านนี่ แก้ง่ายกว่าเรื่องตัวเองเยอะ
ก่อนเข้าไปกูไม่ได้คาดหวังอะไรมาก
คิดว่าคงได้ฟังพี่อ้อยแบบที่คุ้นเคย
คนที่สามารถพูดคำว่า “นอกใจ”
ได้เหมือนเจ้าหญิงดิสนีย์กำลังชวนกระรอกไปเก็บสตรอว์เบอร์รี
ก็คงเล่าเรื่องความรัก แจกคำคม ฟังเพลิน ๆ
จบแล้วกูคงลุกออกมาเดินกระเผลกกลับบ้าน
ด้วยสีหน้าของคนที่เข้าใจความรักมากขึ้น
แต่ยังไม่เข้าใจวิธีแก้ตะคริว
อีกอย่าง กูกับพี่อ้อยสนิทกันมาก ๆ
ฝ่ายเดียว
เขาไม่รู้จักกู
แต่ดูไปได้พักเดียว กูเริ่มรู้แล้วว่า...
กูประเมินผู้หญิงคนนี้ต่ำไป
ภายนอกยังละมุน ไม่มีพิษไม่มีภัย
แต่ดูไปพักหนึ่ง กูเริ่มรู้สึกว่า
กระรอกตัวเมื่อกี้ควรทิ้งสตรอว์เบอร์รีแล้วหนีเอาชีวิตรอด
มีน้องคนหนึ่งเปิดการ์ดมือที่สาม
บอกว่าผู้ชายมาอยู่กับหนูมากกว่าอยู่กับแฟนตัวจริง
พี่อ้อยตอบเรียบ ๆ
“นี่ขนาดเขาอยู่กับแฟนน้อยกว่าอยู่กับหนู เขายังไม่เลิกกันเลยนะคะ”
ทั้งฮอลล์...
หูยยยย!!!! พร้อมกัน
แต่น้องยังสู้
“แต่เขาบอกว่าหนูคือความสบายใจของเขาค่ะ”
พี่อ้อยถามกลับเบา ๆ
“เขาบอกว่าหนูคือความสบายใจ แล้วทำไมเขาไม่ทำให้หนูสบายใจบ้างล่ะคะ”
หูยยยยยยยยย…ยาวเลยทีนี้
คำหวานประโยคเดิม พลิกกลับด้าน
แม่งกลายเป็นมีดแล่ปลา
บางเฉียบ คมกริบ ไม่ต้องฟัน ไม่ต้องแทง
ลากทีเดียว เนื้อแยกจากก้าง
แล้วพี่อ้อยบอกว่า กูรูความรักไม่มีจริง
อันนี้กูเห็นด้วย
เรื่องความรัก ถ้าเป็นเรื่องคนอื่น พวกเราฉลาดเป็นไอน์สไตน์ทุกคน
"เลิกดิ รอไรอ่ะ" "มึงต้องรักตัวเองก่อน"
"หลักฐานคาตาขนาดนี้ จะสืบเพื่อ"
วิเคราะห์เก่งยังกะเปิดแฟ้มคดีกับ FBI
แต่พอเรื่องเดียวกันเกิดกับตัวเองเท่านั้นแหละ...
"แต่เขาก็มีข้อดีนะมึง... ตอนไม่เหี้ยเขาก็น่ารักดี”
อ้าว ไอ้สัส เมื่อกี้ยังเป็น FBI อยู่เลย ตอนนี้กลายเป็นทนายจำเลยเฉย
ฟังไปกูเลยเก็ทเลยว่า 20 กว่าปีของ Club Friday
พี่อ้อยไม่ได้ซ่อมความรักนะ
แกซ่อมคนที่ความรักทำพัง เพราะบางเรื่องแม่งซ่อมไม่ได้
คนจะไป ก็คือไป
คนจะนอกใจ ต่อให้พี่อ้อย พี่ฉอด น้าเน็ก ต้นหอม
และพระอาจารย์มั่นตั้งวอร์รูมประชุมร่วมกัน
มติก็เป็นเอกฉันท์ว่า...มันเหี้ย
แล้วพี่อ้อยก็พูดประโยคที่กูอยากสักไว้ที่หน้าผาก
“พี่อ้อยทำหน้าที่เดียว คือ
หาวิธีคิดให้ชีวิตรอด ตอนที่เขาไปกอดคนอื่นแล้ว”
ไม่ใช่สูตรเอาเขากลับมา
แต่เป็นสูตรเอามึงกลับมา
Club Friday เลยไม่ใช่อู่ซ่อมแฟน
มันคือห้องฉุกเฉิน
คนไข้ถูกหามเข้ามาสภาพ
หัวใจแตก สติสัมปชัญญะเรื่องผัวไม่ตอบสนอง
ตรวจไม่พบศักดิ์ศรีในกระแสเลือด
พี่อ้อยไม่ได้วิ่งออกไปลากผัวมึงกลับมาให้
แกปั๊มหัวใจมึงก่อน ให้มึงหายใจเองได้
แล้วเดินออกไปด้วยขาของมึงเอง
ส่วนผัว...
ไม่อยู่ในแผนการรักษา เชิญไประบาดที่อื่นต่อ
แล้ววิธีปลอบคนของพี่อ้อย บางทีก็ไปไกลกว่าที่กูตั้งตัวทัน
มีคนถามเรื่องแฟนเก่า
แกบอก
“เสียน้ำตาไม่ช่วยอะไร เสียเลือดไปยังมีคนรอดค่ะน้อง”
กูหลุดขำพรืดดดด
คนอื่นปลอบ “ร้องออกมาเถอะ” “เวลาเยียวยาทุกอย่าง”
พี่อ้อยล่อมึงไปสภากาชาดเลย
เออ ก็จริง
น้ำตามึงช่วยใครไม่ได้
แต่เลือดมึงยังช่วยต่อชีวิตคนได้
อกหักครั้งเดียว มี Social Impact
Move on แบบมี CSR
ยิ่งถ้าอกหักหลายๆครั้ง นอกจากได้เข็ม
มึงอาจจะได้เครื่องราชด้วย
แล้วอยู่ ๆ พี่อ้อยก็พูดถึงคนแก่เวลาอกหัก
อ้าว
เรื่องของกูแล้ว
“ไม่แก่ไม่เข้าใจหรอก คนแก่แผลหายช้าค่ะทุกคน
กว่าจะมีคนมารีไซเคิลหัวใจมันก็นาน”
วัยรุ่นอกหักเรียก Move on
วัยกูไม่เรียก Move on แล้ว
เรียก “รออะไหล่”
และบางรุ่นบริษัทแม่เลิกผลิตแล้ว
จะหามือสองสภาพนางฟ้าก็ไม่ได้มีของเข้าทุกวัน
บางชิ้นเจอแล้วก็ใส่กันไม่ได้
เบอร์ตรง แต่รูน็อตเสือกไม่ตรงอีก
เจ้าหญิงดิสนีย์ของกู ยังคงโยนคำคมต่อ อย่างบ้าคลั่ง
“ตราบที่ยังมีกัน จับมือกันไว้แน่น ๆ
เราไม่รู้หรอกว่า อะไรจะหมดก่อน อายุรัก หรืออายุขัย”
อูย...
หมดอายุรักกูยังรับไหว
แต่พอ หมดอายุขัย ตามมา
เหมือนมีคนเดินเข้ามาปิดเพลงในงานแต่ง
บางคู่ไม่ได้เลิกกัน
ไม่ได้หมดรักกัน
คนหนึ่ง...แค่หมดเวลา
และชีวิตแม่งไม่มีข้างกล่องให้พลิกดูด้วยซะว่า
ควรใช้ก่อน : วันไหน
เล่นเอาคำอวยพรงานแต่ง
“ขอให้จับมือกันไปจนแก่” เปลี่ยนความหมายไปเลย
เมื่อก่อนกูโฟกัสแต่คำว่า จับมือกัน
วันนี้กูได้ยินคำว่า จนแก่ ชัดขึ้น
ไม่ใช่เพราะมันดังขึ้น
แต่เพราะกูอยู่ใกล้มัน
กูมาถึงแถว ๆ นี้แล้วจริง ๆ
จากที่เคยถามว่า "เราจะอยู่ด้วยกันอีกนานแค่ไหน"
ตอนนี้ไม่อยากถามแล้ว
กลัวได้คำตอบ
แล้วพี่อ้อยก็พูดเรื่องอยู่กับปัจจุบัน
คำนี้กูได้ยินบ่อยจนแทบอยากเก็บค่าลิขสิทธิ์แทนพระพุทธเจ้า
ทุกครั้งที่เปิดไมค์ พี่อ้อยคิดเสมอว่า นี่อาจเป็นครั้งสุดท้าย
ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้ทำอีก อย่างน้อยวันนี้ก็ทำเต็มที่แล้ว
กับพ่อแม่ก็เหมือนกัน
พาไปโรงพยาบาลแต่ละครั้ง มีคำถามเดียวอยู่ในหัว
ครั้งนี้จะได้พากลับบ้านไหม
ตรงนี้กูเงียบ
เออ... คำคมบางคำ มันไม่ได้คมเพราะคนพูดเลือกคำเก่ง
มันคมเพราะก่อนจะพูดออกมาชีวิตแม่งเคยเฉือนเขามาก่อนแล้ว
แต่เรื่องที่กูจำแม่นที่สุดเมื่อคืน
เสือกไม่ใช่คำคม
ระหว่างโชว์มีคนอินจัด เผลอปรบมือขึ้นมา
แปะ!
ดัง ๆ คนเดียว
แล้วไม่มีใครปรบตาม
เชี่ยแล้ว
ตบต่อก็เด่น
หยุดก็ไม่ทัน
เสียงแปะเมื่อกี้ออกจากสยามไปถึงรังสิตแล้ว
แต่พี่อ้อยได้ยิน
แกพูดทันที
“ปรบมือเลยค่ะ อย่าให้น้องเขาปรบมืออย่างโดดเดี่ยวจนเกินไปนะคะ”
แล้วทั้งฮอลล์ก็ปรบตาม
เออว่ะ
Empathy มันหน้าตาแบบนี้เอง
บางเสียง ทุกคนได้ยินเหมือนกัน
ต่างกันแค่ว่า
ใครได้ยินไปถึงความรู้สึก
สามชั่วโมงผ่านไป
กูไม่ง่วงเลย
พี่อ้อยพาอารมณ์ไปทางไหน กูตามทุกโค้งเหมือนถุงก๊อบแก๊บติดท้ายมอเตอร์ไซค์
เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวเงียบ เดี๋ยวน้ำตาขัง เดี๋ยวหัวเราะใหม่
ระบบในร่างกายกูทำงานมั่วไปหมด
ต่อมน้ำตา กราม หัวใจ
ยกเว้นต่อมลูกหมากที่นิ่งสนิท
ซึ่งกูถือว่า...
มึงมี Empathy กับกูมาก
ที่สำคัญ สำหรับผู้ชายวัยกู
ไฟหรี่ แอร์เย็น และมีคนพูดยาว ๆ
สามองค์ประกอบนี้ รวมกันเมื่อไหร่
กูพร้อมเข้าสู่ภาวะหลับเต็มระบบโดยไม่ต้องพึ่งวิสัญญีแพทย์
แต่เมื่อคืนไม่
แล้วแม่งแปลก กูอิ่มตั้งแต่โชว์ไปยังไม่ถึงไหน
ยี่สิบนาทีก็อิ่ม
หนึ่งชั่วโมงก็อิ่ม
สองชั่วโมงก็ยังอิ่ม
แต่ยังอยากนั่งแดกต่อ
กูอิ่มตั้งนานแล้ว
แค่ยังไม่อยากให้เขาเก็บโต๊ะ
หลังจบมีคนถาม
“เป็นไง คมไหม”
คม
แต่กูว่ามันไม่ใช่แค่คม
เพราะบางประโยคฟังแล้วรู้เลยว่า
อันนี้ไม่ได้คิดมา
อันนี้ผ่านมาแล้ว
กูคงจำทุกคำที่พี่อ้อยพูดเมื่อคืนไม่ได้
แต่ถ้าวันไหนโลกแม่งใจร้ายกับกูอีก
อย่างน้อยกูรู้แล้วว่า
กูยังพอมีวิธีคิด
ให้ชีวิตรอด
ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกูกับดีเจพี่อ้อย...
สามชั่วโมงเมื่อคืนทำให้เราพัฒนาไปไกลมาก
จากแค่ความรักชั่วแล่น
ตอนนี้กูทั้งรัก ทั้งเข้าใจ ทั้งผูกพัน
รู้สึกเหมือนเราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ
เมื่อคืนก็ใกล้ชิดกันมาก
ห่างกันแค่เวทีกับที่นั่งบัตรโซนเหนือระดับน้ำทะเล
แต่ไม่เป็นไร
ความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ต้องรู้จักให้พื้นที่กันบ้าง
ตอนนี้กูให้พี่อ้อยกลับไปอยู่กับครอบครัวก่อน
ส่วนกูจะอยู่ตรงนี้
ในจุดที่ผัวพี่อ้อยยังไม่จำเป็นต้องรับรู้
เพราะหลังจากเรียนเรื่อง Empathy มาสามชั่วโมง
กูเข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้นเยอะ
เหลืออยู่คนเดียวที่ยังไม่เข้าใจความรู้สึกกู
คือพี่อ้อย
เพราะจนถึงตอนนี้...
แกยังไม่รู้เลยว่ากูเป็นใคร
เออ
บางความรักก็ต้องยอมรับความจริง
เรื่องชาวบ้านพี่อ้อยช่วยมาเป็นหมื่น
เรื่องกูกับพี่อ้อย...
แกยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเคส
555
#คนเฟ้งฟ้าง #ศิลปะแห่งความเดียวดาย
#ครึ่งหลังของชีวิต #ยังฟิตยังเฟี้ยว
เขียนโดย: เพจคนเฟ้งฟ้าง (fb.com/KonFengFang)