คลินิก บ้านรักษ์ฟัน

คลินิก บ้านรักษ์ฟัน คลินิก ทันตกรรม ทำฟัน จัดฟัน ใส่ฟัน คลินิกทำฟัน

สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะคลินิกเปิด 3 ม.ค 69 เวลา 9:00 น.โทรสอบถามได้ 0944840999
01/01/2026

สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ
คลินิกเปิด 3 ม.ค 69 เวลา 9:00 น.
โทรสอบถามได้ 0944840999

ช่วงวันหยุดปีใหม่ คลินิกปิด 31 ธันวาคม - 2 มกราคม 2569 ค่ะ ใช้สิทธิประกันสังคมของปี 2568 สำหรับขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟั...
20/12/2025

ช่วงวันหยุดปีใหม่
คลินิกปิด 31 ธันวาคม - 2 มกราคม 2569 ค่ะ
ใช้สิทธิประกันสังคมของปี 2568 สำหรับขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟัน ได้ก่อนคลินิกปิดนะคะ

09/12/2025

คลินิกปิด 9-10 ธันวาคม
เปิด พฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม
9:00 น.
ขออภัยในความไม่สะดวก

06/12/2025

วัสดุอุดฟันอมัลกัม (amalgam) ครอบฟัน (Dental Crowns)
ส่วนใหญ่มีความปลอดภัยในการเข้าเครื่อง MRI
​1. ความปลอดภัย (Safe)

วัสดุอะมัลกัมเป็นส่วนผสมของโลหะหลายชนิด (เช่น ปรอท เงิน ดีบุก ทองแดง) แต่โลหะที่ใช้เหล่านี้ ไม่ใช่โลหะที่ถูกดึงดูดด้วยแม่เหล็กอย่างแรง (Ferromagnetic) เหมือนกับเหล็กบริสุทธิ์ โคบอลต์ หรือนิกเกิล

​ครอบฟันส่วนใหญ่ในปัจจุบัน รวมถึงโลหะที่ใช้ทำครอบฟัน มักจะถูกออกแบบมาให้ ไม่เป็นแม่เหล็ก (Non-ferromagnetic) หรือมีความเป็นแม่เหล็กต่ำมาก

​ครอบฟันโลหะทั่วไป/พอร์ซเลนผสมโลหะ (Porcelain Fused to Metal - PFM): ส่วนใหญ่ปลอดภัย เพราะโลหะที่ใช้มักไม่ใช่กลุ่มเหล็ก โคบอลต์ หรือนิกเกิล
​ ครอบฟันมีส่วนผสมของนิกเกิล (Nickel) ในปริมาณสูง (ซึ่งพบได้น้อยลงในครอบฟันยุคใหม่) ซึ่งอาจทำให้เกิด:
​การเคลื่อนที่หรือหลุดของครอบฟัน (โอกาสน้อยมาก)
​ความร้อนในช่องปาก (โอกาสน้อยมาก)

​2. ผลกระทบต่อคุณภาพของภาพ (Artifacts)
​เช่นเดียวกับอะมัลกัม ปัญหาหลักของครอบฟันโลหะคือการเกิด "สิ่งแปลกปลอมในภาพ" (Artifacts) ซึ่งจะบดบังการวินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องสแกนบริเวณใกล้เคียง:
​ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบสูง: การทำ MRI บริเวณศีรษะ ลำคอ ช่องปาก หรือขากรรไกร (เช่น การตรวจสมอง มะเร็งคอ)
​ผลกระทบต่อตำแหน่งอื่น: หากทำ MRI ที่ร่างกายส่วนอื่น (เช่น แขน ขา หลัง ท้อง) ครอบฟันจะ ไม่มีผล ต่อภาพสแกนเลย
​ข้อแนะนำที่สำคัญที่สุด
​แจ้งเจ้าหน้าที่เสมอ: คุณควรแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่เทคนิค MRI เสมอว่าคุณมีครอบฟัน เพื่อให้เขาทราบและประเมินความเสี่ยง/คุณภาพของภาพ
​สอบถามชนิดของวัสดุ: หากคุณจำได้หรือมีประวัติการทำฟัน ควรสอบถามทันตแพทย์ว่าครอบฟันของคุณทำมาจากวัสดุประเภทใด (เช่น เซรามิกล้วน, PFM, โลหะตระกูลสูง) ข้อมูลนี้ช่วยให้ทีมแพทย์ประเมินความเข้ากันได้กับ MRI ได้แม่นยำที่สุด

05/11/2025

วันนี้คลินิกเปิดบริการตามปกติแล้วนะคะ
โทรสอบถามได้ที่ 0944840999

26/10/2025

แจ้งวันหยุด
คลินิกปิด 28 ต.ค. - 5 พ.ย. 68
เปิด 6 พ.ย. 9:00 น.ค่ะ
ขออภัยในความไม่สะดวก

เชื้อโรคในช่องปากหรือplaqueก่อโรคอะไรได้บ้าง?1)โรคที่อยู่ในช่องปากก็คือฟันผุ เหงือกอักเสบ ปริทันต์อักเสบ2)โรคที่ส่งผลกระ...
26/10/2025

เชื้อโรคในช่องปากหรือplaque
ก่อโรคอะไรได้บ้าง?
1)โรคที่อยู่ในช่องปาก
ก็คือฟันผุ เหงือกอักเสบ ปริทันต์อักเสบ
2)โรคที่ส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆของร่างกาย
เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในช่องปากสามารถเข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลทำให้เกิดการอักเสบในส่วนอื่นๆของร่างกาย หรือทำให้ไปติดเชื้อที่อวัยวะสำคัญต่างๆ
เช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจมา เป็นต้น
ควรพบทันตแพทย์ ตรวจสุขภาพช่องปากของคุณเป็นประจำ ปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อสุขภาพช่องปากและสภาพกายที่ดี

ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
25/10/2025

ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 🕊️🩶

ข้าพระพุทธเจ้า
สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมด้วยนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทำไมแปรงฟันทุกวันแล้วยังฟันผุอีกนะ?การเกิดฟันผุเป็นผลรวมของปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่แค่การแปรงฟันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีแ...
19/10/2025

ทำไมแปรงฟันทุกวันแล้วยังฟันผุอีกนะ?
การเกิดฟันผุเป็นผลรวมของปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่แค่การแปรงฟันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีแปรงฟัน พฤติกรรมการกิน และสภาพช่องปากเฉพาะบุคคล นี่คือสาเหตุหลัก ๆ ที่คุณอาจมีฟันผุได้แม้จะดูแลฟันเป็นประจำ:
1. การทำความสะอาดที่ไม่ทั่วถึงและไม่ถูกวิธี (Ineffective Oral Hygiene)
ไม่ใช้ไหมขัดฟัน (Skipping Flossing): นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่ง การแปรงฟันสามารถทำความสะอาดได้เพียงผิวฟันด้านนอก ด้านใน และด้านบดเคี้ยวเท่านั้น แต่ไม่สามารถเข้าถึงบริเวณซอกฟัน (Interdental Areas) ซึ่งเป็นจุดที่เศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ (Plaque) สะสมอยู่มากที่สุด หากไม่ใช้ไหมขัดฟัน คราบเหล่านี้จะก่อตัวเป็นกรดและทำให้ฟันผุจากด้านในซอกฟัน
เทคนิคการแปรงฟันไม่ถูกต้อง: อาจแปรงเร็วเกินไป (ไม่ถึง 2 นาที) หรือใช้แรงมากเกินไปจนทำลายเหงือก แต่ไม่ได้กำจัดคราบพลัคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบริเวณแนวเหงือกและฟันกรามซี่ในสุดที่เข้าถึงยาก
ไม่ใช้ฟลูออไรด์: การใช้ยาสีฟันที่ไม่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ (Fluoride) จะทำให้เคลือบฟันไม่ได้รับการเสริมความแข็งแรงเท่าที่ควร ฟลูออไรด์ช่วยชะลอการผุและช่วยให้ผิวฟันคืนแร่ธาตุได้
2. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร (Diet and Snacking Habits)
ความถี่ในการรับประทานอาหาร: การกินจุบจิบหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล/กรดบ่อยครั้งตลอดวัน (เช่น การจิบกาแฟหรือน้ำอัดลม) จะทำให้ช่องปากมีสภาวะเป็นกรดต่อเนื่องนานขึ้นทุกครั้งที่รับประทาน ส่งผลให้ฟันถูกทำลายตลอดเวลา เพราะน้ำลายไม่มีเวลาพอที่จะปรับสภาพความเป็นกรดให้เป็นกลาง
อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลสูง: อาหารเหล่านี้คือแหล่งพลังงานของแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเคลือบฟัน
เครื่องดื่มที่เป็นกรด: น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง มีความเป็นกรดสูง สามารถกัดกร่อนเคลือบฟันได้โดยตรง (Erosion) แม้จะไม่มีน้ำตาลก็ตาม
3. ปัจจัยทางชีวภาพและโครงสร้างฟัน (Biological and Structural Factors)
น้ำลายไม่เพียงพอ (Dry Mouth): น้ำลายมีบทบาทสำคัญในการล้างเศษอาหาร ปรับสภาพกรดในช่องปาก และช่วยคืนแร่ธาตุสู่ผิวฟัน หากมีภาวะปากแห้ง (อาจเกิดจากยาบางชนิด โรคประจำตัว หรือการหายใจทางปากขณะนอนหลับ) จะทำให้ฟันผุได้ง่ายขึ้นมาก
ลักษณะทางกายวิภาคของฟัน: ฟันกรามบางซี่มีร่องหลุม (Grooves and Pits) ที่ลึกกว่าปกติ ทำให้เศษอาหารติดค้างและแปรงทำความสะอาดได้ยากเป็นพิเศษ
พันธุกรรม: ปัจจัยทางพันธุกรรมอาจส่งผลต่อความแข็งแรงของเคลือบฟัน (Enamel) หรือคุณภาพของน้ำลาย ทำให้บางคนเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่ายกว่าคนอื่น
4. ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ (Other Health Issues)
ภาวะกรดไหลย้อน (Acid Reflux): กรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาในช่องปากเป็นประจำสามารถทำลายเคลือบฟันได้อย่างรุนแรง
การนอนกัดฟัน (Bruxism): การกัดหรือบดฟันอย่างต่อเนื่องจะทำให้เคลือบฟันสึกกร่อนหรือเกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ทำให้แบคทีเรียเข้าทำลายเนื้อฟันได้ง่ายขึ้น
การป้องกัน: เพื่อลดความเสี่ยง ควรแปรงฟันให้ถูกวิธี 2 นาที วันละ 2 ครั้ง พร้อมใช้ไหมขัดฟันทุกวัน และไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและขูดหินปูนทุก 6 เดือน

เราควรบอกเพื่อนที่มีกลิ่นปากหรือไม่?เหตุผลที่ "ควร" บอก (ด้วยความหวังดี)การบอกเพื่อนเรื่องกลิ่นปากนั้นไม่ได้เป็นการวิจาร...
07/10/2025

เราควรบอกเพื่อนที่มีกลิ่นปากหรือไม่?
เหตุผลที่ "ควร" บอก (ด้วยความหวังดี)
การบอกเพื่อนเรื่องกลิ่นปากนั้นไม่ได้เป็นการวิจารณ์ แต่เป็นการกระทำที่แสดงถึงความห่วงใยอย่างแท้จริง เพราะเพื่อนอาจไม่รู้ตัวเลยว่าเขามีปัญหานี้
1. การช่วยเหลือด้านสังคมและความมั่นใจ
กลิ่นปากอาจทำให้คนรอบข้างตีตัวออกห่างโดยที่เพื่อนไม่รู้สาเหตุ ทำให้เพื่อนรู้สึกโดดเดี่ยวหรือสงสัยว่าทำไมคนอื่นถึงไม่เข้าใกล้ การบอกเขาเป็นการ เปิดโอกาสให้เขากลับมาใช้ชีวิตทางสังคมได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
2. สัญญาณเตือนปัญหาสุขภาพ
กลิ่นปากไม่ได้เกิดจากอาหารเสมอไป แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ใหญ่กว่า เช่น
* ปัญหาเหงือกและฟันผุ: ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด
* ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Sinusitis)
* ปัญหาในกระเพาะอาหารหรือโรคกรดไหลย้อน
* โรคเบาหวาน (ในบางกรณี)
การบอกเพื่อนทำให้เขาสามารถไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อตรวจหาและรักษาต้นเหตุของปัญหาได้ก่อนที่มันจะรุนแรงขึ้น
3. เป็นความรับผิดชอบของเพื่อนสนิท
ในฐานะเพื่อนสนิทที่แคร์กัน คุณคือคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะสื่อสารเรื่องนี้อย่างอ่อนโยนที่สุด หากคุณไม่บอก ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนอื่นจะกล้าบอกเขา
ข้อควรพิจารณาที่ทำให้คน "ไม่กล้า" บอก
มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้การสื่อสารเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก และคุณควรเตรียมรับมือกับปฏิกิริยาเหล่านี้:
1. ความกลัวที่จะทำร้ายความรู้สึก
ปฏิกิริยาแรกของเพื่อนอาจเป็นความรู้สึก ตกใจ อับอาย หรือ ป้องกันตัวเอง คุณอาจรู้สึกผิดที่ทำให้เพื่อนไม่สบายใจ แต่จำไว้ว่าเจตนาของคุณคือการช่วยเพื่อนในระยะยาว ไม่ใช่การทำให้เขารู้สึกแย่ในทันที
2. ความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์
หากคุณสื่อสารผิดวิธี เช่น พูดต่อหน้าคนอื่น หรือใช้น้ำเสียงตำหนิ อาจทำให้เพื่อนรู้สึกว่าถูกตัดสินและนำไปสู่ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ได้
3. เพื่อนอาจไม่ยอมรับ
เพื่อนบางคนอาจปฏิเสธว่าตัวเองมีกลิ่นปาก หรือโกรธคุณที่พูดเรื่องนี้ คุณต้องเตรียมใจรับมือกับการตอบสนองที่ไม่เป็นบวก และยังคงปฏิบัติต่อเพื่อนด้วยความเข้าใจต่อไป
บทสรุป: หลักการตัดสินใจ
ถ้าคุณแคร์เพื่อนมากพอ... คุณควรบอกเขา
การบอกเพื่อนเรื่องกลิ่นปากคือการทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะเป็นสิ่งที่ยากที่จะพูดก็ตาม แต่ความเมตตาและความกล้าหาญของคุณจะช่วยให้เพื่อนของคุณแก้ไขปัญหาที่สำคัญนี้ได้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือ วิธีการสื่อสาร ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักการที่คุณได้อ่านไปในคำแนะนำก่อนหน้า (ทำอย่างเป็นส่วนตัว, ด้วยความห่วงใย, และไม่ตำหนิ)

สาเหตุหลักที่ทำให้คนกลัวการทำฟันความกลัวการทำฟัน (Dental Phobia หรือ Dentophobia) เป็นความวิตกกังวลในระดับสูงที่ส่งผลให้...
03/10/2025

สาเหตุหลักที่ทำให้คนกลัวการทำฟัน
ความกลัวการทำฟัน (Dental Phobia หรือ Dentophobia) เป็นความวิตกกังวลในระดับสูงที่ส่งผลให้หลายคนหลีกเลี่ยงการพบทันตแพทย์ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพช่องปากที่รุนแรงขึ้นได้ สาเหตุหลัก ๆ ของความกลัวมีดังนี้ครับ
1. ความกลัวความเจ็บปวด (Algophobia)
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด แม้ว่าเทคโนโลยีและยาชาในปัจจุบันจะช่วยลดความเจ็บปวดได้มากแล้วก็ตาม แต่ภาพจำในอดีตยังคงอยู่:
* เข็มและยาชา: ผู้ป่วยหลายคนกลัว เข็มฉีดยาชา มากกว่าการรักษาจริง ๆ เสียอีก บางคนกังวลว่ายาชาจะออกฤทธิ์ไม่ทัน หรือจะรู้สึกเจ็บในขณะที่กำลังฉีดยา
* เครื่องมือทันตกรรม: เสียงสว่าน (Drill) เป็นสิ่งกระตุ้นความวิตกกังวลที่รุนแรงมาก เพราะมันเชื่อมโยงกับความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้น
2. การสูญเสียการควบคุม (Loss of Control)
เมื่อคุณนอนราบอยู่บนเก้าอี้ทำฟัน โดยมีแสงไฟส่องจ้าและทันตแพทย์ใช้เครื่องมือในปากของคุณ คุณจะรู้สึกว่าตนเอง ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ ได้เลย
* ภาวะพึ่งพา: คุณต้องเปิดปากและนิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่สามารถพูดคุยหรือถามคำถามได้สะดวก ทำให้รู้สึก ถูกคุกคาม หรือ ** helpless**
* พื้นที่ส่วนตัว: ทันตแพทย์ทำงานในช่องปาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้ชิดและบอบบาง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายใจเมื่อมีคนเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวขนาดนั้น
3. ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีต (Past Traumatic Experiences)
ประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ หรือการรักษาที่เจ็บปวดอย่างรุนแรงใน วัยเด็ก สามารถสร้างความฝังใจหรือความบอบช้ำทางจิตใจ (Trauma) ที่คงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ เมื่อต้องกลับไปพบทันตแพทย์อีกครั้ง สมองก็จะกระตุ้นความกลัวเดิม ๆ ขึ้นมาทันที
4. ความกังวลทางประสาทสัมผัส (Sensory Overload)
บรรยากาศและสิ่งเร้าในคลินิกหรือโรงพยาบาลก็เป็นสาเหตุของความกลัวได้เช่นกัน:
* กลิ่น: กลิ่นยาฆ่าเชื้อ หรือ กลิ่นเฉพาะตัว ของคลินิกทันตกรรมสามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจทันที
* เสียง: นอกจากเสียงสว่านแล้ว ยังมีเสียงดูดน้ำลาย (Suction) และเสียงเครื่องมือที่กระทบกัน ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดได้
5. ความอับอายและความกลัวการถูกตัดสิน (Embarrassment and Judgement)
ผู้ป่วยบางคนมีความกลัวที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ของตนเอง และกังวลว่าทันตแพทย์จะตัดสินพวกเขาจากสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี:
* ความรู้สึกผิด: พวกเขากลัวว่าทันตแพทย์จะตำหนิเรื่องการดูแลสุขภาพฟันที่ไม่ดีพอ หรือความเสียหายของฟันที่เกิดจากการปล่อยปละละเลยมานาน
* ความไม่มั่นใจ: การต้องเปิดปากและโชว์ฟันที่ผุหรือมีปัญหาให้ผู้อื่นดูเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคน รู้สึกอับอาย

ที่อยู่

225 ม. 15 ถ. ราชโยธา ต. รอบเวียง อ. เมือง
Chiang Rai
57000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66944840999

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิก บ้านรักษ์ฟันผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์