04/02/2025
ฟลูออไรด์ปลอดภัย และมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันผุนะคะ อย่าปล่อยให้ฟันน้องๆผุ มาตรวจสุขภาพฟันและเคลือบฟลูออไรด์เป็นประจำทุก 3-6 เดือนกันนะคะ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=938576885052227&id=100066997728489&mibextid=wwXIfr
🪥🦷 ฟลูออไรด์มาก-น้อยแค่ไหน ไม่อันตราย 🦷
ตามที่มีประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ "ฟลูออไรด์" ว่าอาจส่งผลต่อสติปัญญาของเด็ก ทำให้หลาย ๆ คนเกิดความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ มาติดตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฟลูออไรด์ในบทความนี้กันครับ
📌 ฟลูออไรด์คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
ฟลูออไรด์เป็นแร่ธาตุที่พบได้ตามธรรมชาติในน้ำ ดิน อาหาร และยังถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เช่น ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยป้องกันฟันผุ โดยช่วยเสริมสร้างเคลือบฟันให้แข็งแรงและต้านทานต่อกรดที่เกิดจากแบคทีเรียในช่องปาก
📌 ฟลูออไรด์กับความปลอดภัย
องค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงองค์กรด้านสุขภาพทั่วโลกให้การยอมรับว่า ฟลูออไรด์เป็นสารสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเกิดฟันผุในประชากร มีหลักฐานทางวิชาการมากมายที่สนับสนุนว่า ฟลูออไรด์ช่วยลดการเกิดฟันผุได้มาถึง 20-40% ทั้งในฟันแท้และฟันน้ำนม จึงมีการนำมาใช้ใส่ในยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก และการรักษาโดยทันตแพทย์ในปริมาณที่จะปลอดภัยต่อร่างกาย นอกจากนี้ ในบางประเทศยังมีการกำหนดระดับฟลูออไรด์ที่เหมาะสมและเติมลงไปในน้ำดื่ม ซึ่งหากใช้ฟลูออไรด์ต่าง ๆ เหล่านี้ในปริมาณที่กำหนด ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายต่อสุขภาพ
📌 ปริมาณฟลูออไรด์ที่เหมาะสม
1. ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่ม
- ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยแนะนำว่า ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่มควร ไม่เกิน 0.5 ppm หรือ 0.5 มก.ต่อลิตร เนื่องจากคนไทยบริโภคน้ำในปริมาณมากจากสภาพอากาศร้อน และได้รับฟลูออไรด์จากแหล่งอื่น ๆ อย่างเพียงพอ
- องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ระดับฟลูออไรด์ในน้ำดื่มไม่เกิน 0.7 ppm แต่เนื่องจากประเทศไทยมีการเข้าถึงยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ได้ง่าย จึงกำหนดระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล
- นักวิชาการไทยยังคงไม่สนับสนุนการเติมฟลูออไรด์ลงในน้ำดื่มสาธารณะ (Public Water Fluoridation)
2. ปริมาณฟลูออไรด์ในยาสีฟัน
- แนะนำให้ใช้ ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ 1500 ppm สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุเกิน 6 ปี
- เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ควรใช้ ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ 1000 ppm และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ปกครอง
- ไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ เนื่องจากอาจกลืนลงไปโดยไม่ตั้งใจ
3. การจ่ายฟลูออไรด์เม็ด
- ปัจจุบัน ทันตแพทย์เด็ก ไม่แนะนำให้จ่ายฟลูออไรด์เม็ด สำหรับทารกและเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ยกเว้นในกรณีที่มีความจำเป็นพิเศษ เช่น เด็กพิเศษที่ไม่สามารถดูแลสุขภาพฟันได้เองและมีฟันผุ
- หากกุมารแพทย์จ่ายฟลูออไรด์เม็ดให้มา ควรสอบถามถึงความจำเป็น หรือปรึกษาทันตแพทย์เด็กก่อน
📌 ข่าวเรื่องฟลูออไรด์ทำให้สติปัญญาลดลง น่ากังวลแค่ไหน
มีงานวิจัยบางชิ้นที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฟลูออไรด์กับสติปัญญา โดยเฉพาะในเด็ก แต่การศึกษาเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบวิธีวิจัย ทำให้ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าฟลูออไรด์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระดับสติปัญญาลดลง นอกจากนี้ งานวิจัยที่นำมาอ้างถึงเป็นการศึกษาที่ระบุถึงการใช้ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่มที่สูงกว่ามาตรฐานที่ประเทศไทยแนะนำมาก (มากกว่า 1.5-4 ppm) ดังนั้น จึงยังไม่สามารถนำมาใช้เทียบเคียงกับการใช้ฟลูออไรด์ในระดับเหมาะสมที่มีอยู่ได้
โอกาสได้รับฟลูออไรด์เกินขนาด—ยากกว่าที่คิด
📌 พิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity)
ฟลูออไรด์จะเป็นอันตรายแบบเฉียบพลันก็ต่อเมื่อได้รับในปริมาณสูงมาก 5 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่เกิดขึ้นได้ยากมากในชีวิตประจำวัน
💡 ตัวอย่าง
- เด็กน้ำหนัก 10 กก. จะต้องได้รับฟลูออไรด์ 50 มก. ในครั้งเดียว ถึงจะเกิดอาการเป็นพิษ
- ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ 1000 ppm มีฟลูออไรด์ 1 มก. ต่อเนื้อยาสีฟัน 1 กรัม
- นั่นหมายความว่า ต้องกลืนยาสีฟันมากกว่า 50 กรัม หรือปริมาณยาสีฟันทั้งหลอดเต็มๆ ในครั้งเดียว ซึ่งเด็กทั่วไปแทบจะไม่สามารถกลืนเข้าไปได้
👉 เหตุผลที่ยาสีฟันเด็กมักมาในหลอดเล็ก (เช่น 40 กรัม) ก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงนี้ แม้ว่าจะเกิดขึ้นได้ยากอยู่แล้ว
📌 พิษสะสมระยะยาว (Chronic Toxicity)
กรณีที่ได้รับฟลูออไรด์เกินขนาดต่อเนื่องเป็นเวลานาน (มากกว่า 0.05-0.07 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) อาจส่งผลให้เกิดฟันตกกระ (Dental Fluorosis) และถ้ามากกว่านั้นอย่างต่อเนื่องนานๆ อาจมีผลต่อกระดูก (Bone Fluorosis) ได้
💡 ตัวอย่าง
- เด็กเล็กน้ำหนัก 10 กก. มีระดับปริมาณที่ต้องระวังพิษสะสม คือ ปริมาณฟลูออไรด์มากกว่า 0. 5-0.7 มก.ต่อวัน (ถ้าเด็กโต น้ำหนักมากขึ้น ระดับปริมาณฟลูออไรด์ที่ต้องระวังจะสูงขึ้น)
- น้ำดื่มที่มีฟลูออไรด์ 0.3 ppm คือมีปริมาณฟลูออไรด์ 0.3 มก.ต่อน้ำ 1 ลิตร (น้ำดื่มส่วนใหญ่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ)
- หมายความว่า การดื่มน้ำที่มีฟลูออไรด์ในระดับนั้น มากกว่า 2 ลิตร ทุกวัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือร่วมกับการกลืนยาสีฟันครั้งละหลาย ๆ กรัม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงส่งผลให้เกิดฟันตกกระได้
📌 สรุป
- โอกาสได้รับฟลูออไรด์จนเกิดพิษเฉียบพลันแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องกลืนยาสีฟันปริมาณมหาศาลในคราวเดียว
- พิษสะสมมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้าง หากดื่มน้ำที่มีฟลูออไรด์ระดับสูงเกินในปริมาณมาก เป็นระยะเวลานาน
👉 ดังนั้น ฟลูออไรด์ในระดับเหมาะสมที่ใช้กันอยู่ปกติ ถือว่าปลอดภัยและให้ประโยชน์ในการป้องกันฟันผุอย่างมาก หากให้ใช้ตามคำแนะนำ ก็ไม่ต้องกังวลครับ
📌สรุปแล้วเราควรทำอย่างไร?
การใช้ฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมยังคงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะในการป้องกันฟันผุ สำหรับผู้ที่กังวล ควรศึกษาและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณฟลูออไรด์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ และติดตามข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออยู่เสมอ
------
บทความโดย
รศ. ดร. ทพ.พรพจน์ เฟื่องธารทิพย์
หัวหน้าภาควิชาทันตกรรมทั่วไปขั้นสูง
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
------
แหล่งอ้างอิง
- ปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำบริโภค งานเฝ้าระวัง สำนักทันตสาธารณสุข
https://ppdental.anamai.moph.go.th/survey_dental/report_fluoride_s.php
- แนวทางการใช้ฟลูออไรด์ในทางทันตกรรม (ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย) พ.ศ. 2566https://www.thaidental.or.th/main/download/upload/document-20231027223137.pdf
#ฟลูออไรด์ #ความรู้ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้