ProtectDental byหมอต้อง คลินิกทันตกรรมโพรเทค2โลตัสปทุมธานี

เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ คลินิกทันตกรรมนี้

ProtectDental byหมอต้อง คลินิกทันตกรรมโพรเทค2โลตัสปทุมธานี ศูนย์จัดฟันครบวงจร byหมอต้อง คลินิกโพรเทค2

จัดปกติ จัดดาม่อน จัดรอบ2 ย้ายเคส งานแก้ไข ด้วยเทคนิคสมัยใหม่ ฟันเข้าเร็วเห็นผลลัพท์ดีขึ้น โดยหมอต้องประสพการณ์กว่า16ปี ระบบปลอดเชื้อใหม่มาตรฐาน ADA

ตารางคุณหมอจัดฟันเดือนตุลาคม 2569 จ้า 🙇‍♂️🤍
27/09/2026

ตารางคุณหมอจัดฟันเดือนตุลาคม 2569 จ้า 🙇‍♂️🤍

26/09/2026

วันอาทิตย์ นี้ 27-28 กย คลินิก หยุดให้บริการ เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรง กทม/ปริมณฑล ค่ะ 🙏🦷

https://www.facebook.com/share/p/1CEcm9MEzM/
24/09/2026

https://www.facebook.com/share/p/1CEcm9MEzM/

#ฟันซี่7ที่ดูดีแต่มีซี่8ขวางอยู่

ก่อนอุด อย่าประมาทกับ distal surface ที่เรามองไม่เห็น

มี clinical pearl อย่างหนึ่งที่อยากเอามาฝากกันค่ะ

ถ้าเจอฟันกรามซี่ที่ 7 ที่มีฟันคุดซี่ 8 อยู่ทาง distal โดยเฉพาะซี่ 8 ที่เอียงมาชนบริเวณ distal/CEJ ของซี่ 7 อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่เราเห็นในช่องปากเพียงอย่างเดียว

เพราะบางครั้ง...

ในปากดูไม่ได้น่ากลัว
occlusal surface ดูดี
ตัวฟันดูแข็งแรง
คนไข้ไม่มีอาการ
มองจาก buccal หรือ lingual ก็ไม่เห็น cavity ชัดเจน

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่บริเวณ distal ของ #7 อาจเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย

และถ้าเรากำลังจะอุดฟันซี่นี้อยู่แล้ว การมี radiograph ที่เหมาะสมก่อนเริ่มทำ อาจเปลี่ยนทั้ง diagnosis และ treatment plan ได้

ทำไม distal ของ #7 ที่มี impacted #8 อยู่ด้านหลังจึงเป็นบริเวณที่ต้องระวัง?

ตำแหน่งนี้มีหลายปัจจัยมารวมกัน

เมื่อ #8 ขึ้นไม่เต็มที่หรือเอียงมาทาง mesial จนเกิดบริเวณสัมผัสกับ distal ของ #7 โดยเฉพาะบริเวณใกล้ CEJ จะเกิดพื้นที่ที่ทำความสะอาดได้ยากมาก

เศษอาหารและ plaque เข้าไปสะสมได้ง่าย
แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง
การตรวจด้วยตาโดยตรงทำได้จำกัด
บางตำแหน่งถูกเหงือกหรือฟันคุดบังอยู่

ดังนั้น #7 อาจเกิด distal caries ในตำแหน่งที่ clinical examination ให้ข้อมูลเราไม่ครบ

และนี่คือจุดสำคัญ

“มองไม่เห็นรอยผุ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีรอยผุ”

โดยเฉพาะ surface ที่ anatomy และตำแหน่งของฟันข้างเคียงทำให้เราแทบไม่มี direct vision

ที่น่ากลัวกว่าคือ lesion อาจใหญ่กว่าที่เห็น

รอยผุ distal ของ #7 ในสถานการณ์นี้บางครั้งไม่ได้เริ่มอยู่ในตำแหน่งที่เราเห็นง่ายเหมือน proximal caries ทั่วไป

ถ้า #8 เอียงมาชนบริเวณ distal cervical area ของ #7 ตำแหน่งของ lesion อาจอยู่ค่อนข้างต่ำ ใกล้ CEJ หรืออยู่ใต้ gingival margin

เวลามองในช่องปากจึงอาจเห็นเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่เห็นอะไรเลย

แต่พอดู radiograph...

อาจพบ radiolucency ที่ distal ของ #7 ชัดเจนกว่าที่คาด
บางเคส lesion เข้า dentin ไปแล้ว
บางเคสตำแหน่งลึกจน restoration เริ่มยาก
และบางรายต้องคิดต่อไปถึง prognosis ของ #7 รวมถึงการจัดการ #8 ด้วย

เพราะฉะนั้น ก่อนหยิบ bur เปิดฟัน เราควรรู้ก่อนว่า เรากำลังจะเจอกับอะไร

Radiograph ไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ผุหรือไม่ผุ”

สิ่งที่อยากดูไม่ได้มีเพียง presence/absence of caries

แต่เราต้องการประเมินว่า

- distal lesion อยู่ตำแหน่งไหน
- lesion ลึกประมาณไหน
- ใกล้ pulp เพียงใด
- lesion อยู่ต่ำกว่า gingival margin หรือไม่
- #8 วางตัวอย่างไรเมื่อเทียบกับ distal surface ของ #7
- มีลักษณะที่ต้องแยกจากหรือสงสัย external root resorption ของ #7 หรือไม่
- restoration ที่กำลังวางแผนไว้เหมาะสมจริงหรือไม่
- และในภาพรวม #8 เป็นปัจจัยที่ควรได้รับการจัดการร่วมด้วยหรือไม่

แน่นอนว่า radiograph ก็มีข้อจำกัด และขนาดจริงของ carious lesion อาจไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เห็นในภาพทุกประการ

ดังนั้น radiograph ไม่ได้มาแทน clinical examination

แต่ในบริเวณที่ clinical examination มี blind spot ชัดเจนอย่าง distal #7 ที่ถูก #8 ขวางอยู่ มันคือข้อมูลอีกชิ้นที่สำคัญมากในการประกอบ diagnosis และ treatment planning

โดยเฉพาะ mesioangular #8 ที่มาชน distal #7 — อย่าประมาท

เวลาเราเห็น configuration แบบนี้ เราจะเพิ่มความระวัง distal #7 ขึ้นมาทันที

ไม่ใช่ว่า #7 ทุกซี่ที่มี impacted #8 จะต้องผุ

แต่เป็นสถานการณ์ที่เรารู้ล่วงหน้าได้ว่า distal surface นี้มีความเสี่ยง และเป็นตำแหน่งที่การตรวจในช่องปากอย่างเดียวอาจทำให้เราประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงได้

นี่ต่างหากคือประเด็นสำคัญ

เราไม่ได้ถ่ายภาพเพราะคิดว่า “มันต้องผุแน่ ๆ”

แต่เราถ่ายเพราะรู้ว่า ตรงนี้เป็นจุดที่เราไม่ควรมั่นใจจาก clinical appearance เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่เห็นในปาก เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่ง

ทันตแพทย์เราคุ้นกับการใช้สายตา explorer illumination magnification และ tactile sensation ในการตรวจฟัน

แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละวิธีมี blind spot ของมัน

โดยเฉพาะบริเวณ proximal surface ที่มีฟันอีกซี่ขวางอยู่

ถ้า #8 อยู่ในตำแหน่งที่ทำให้ distal #7 ถูกซ่อนจาก direct vision การบอกว่า

“ดูแล้วไม่น่ามีอะไร”

อาจยังเร็วเกินไป

เพราะสิ่งที่เราเห็นจริง ๆ อาจเป็นเพียงส่วนที่ สามารถมองเห็นได้

ไม่ใช่ distal surface ทั้งหมด

แล้วถ้ากำลังจะอุด #7 อยู่แล้ว ยิ่งควรรู้ก่อน

สมมติคนไข้มาด้วยรอยผุด้าน occlusal ของ #7 ซึ่งดูเหมือนเป็น restoration ธรรมดา

ถ้าเราเห็นว่ามี #8 เอียงอยู่ distal แต่ไม่ได้ประเมิน distal surface ให้ครบ แล้วเริ่มอุดไปเลย

เราอาจทำ restoration ที่สวยมากในบริเวณที่มองเห็น...

แต่กลับพลาด pathology อีกด้านหนึ่งของฟันซี่เดียวกัน

สุดท้ายคนไข้อาจต้องกลับมารักษาซ้ำ หรือ treatment plan ต้องเปลี่ยนในภายหลัง

ในขณะที่ถ้าเราประเมินให้ครบตั้งแต่ก่อนเริ่ม เราจะรู้ตั้งแต่แรกว่าเคสนี้เป็นเพียง occlusal restoration จริง ๆ หรือเป็น lesion ที่ extend ไป distal ด้วย

และเราจะวางแผน access, matrix, margin, isolation รวมถึงการจัดการ #8 ได้เหมาะสมกว่าเดิม

Clinical pearl ที่อยากฝากไว้

#7 ดูดี ไม่ได้แปลว่า distal #7 ดี

โดยเฉพาะเมื่อมี #8 ขวางอยู่ด้านหลัง

ถ้า #8 impacted/partially erupted หรือเอียงมาชน distal #7 ในตำแหน่งที่ทำให้ตรวจ distal surface ได้ไม่เต็มที่ ให้คิดถึง hidden distal pathology ไว้เสมอ และใช้ radiographic examination ที่เหมาะสมประกอบก่อนทำ restorative treatment

อย่ารอให้เปิดฟันไปแล้วจึงพบว่า...

“เอ๊ะ มันลึกกว่าที่คิดนี่นา”

หรืออุดเสร็จไปแล้วจึงพบว่าเราพลาด lesion อีกตำแหน่งหนึ่งไป

การตรวจเพิ่มอีกนิดก่อนเริ่มรักษา อาจทำให้ treatment plan ทั้งเคสเปลี่ยนไปได้

---

จำง่าย ๆ ก่อนอุด #7

เห็น #8 ขวาง distal → อย่าดูแต่ในปาก

หยุดดู anatomy ของ #8 สักนิด
ดู distal/CEJ ของ #7 ให้ดี
ประเมิน radiograph ที่เหมาะสม
แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะ restore อย่างไร

เพราะในงาน restorative dentistry สิ่งที่อันตรายไม่ใช่เฉพาะรอยผุที่เราเห็น

แต่คือ รอยโรคในตำแหน่งที่เราคิดว่า “น่าจะไม่มีอะไร” แล้วไม่ได้ตรวจให้ครบ

#ฟันซี่7ที่ดูดีแต่มีซี่8ขวางอยู่





#หมอคุยหมอ
#ฟันfunfun

โดย ทพญ.สุมิตรา คทาวัชรกุล
ฟัน fun fun

https://www.facebook.com/share/p/19VDYrNHFe/?mibextid=wwXIfr
01/09/2026

https://www.facebook.com/share/p/19VDYrNHFe/?mibextid=wwXIfr

“แผลร้อนใน” (Aphthous ulcer) คืออะไร เกิดอะไรขึ้น แบบเริ่มตั้งแต่เยื่อบุช่องปากยังปกติ จนกลายเป็นแผลขาวๆ เหลืองๆ ที่แค่โดนข้าวเม็ดเดียวก็สะดุ้ง


แผลร้อนในที่เราเห็นเป็นวงกลมเล็กๆ ขอบแดง ตรงกลางขาวหรือเหลือง จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจาก “ความร้อนในร่างกาย” ตามชื่อที่เรียกกันนะฮะ

แต่มันคือจุดที่เยื่อบุช่องปากที่เกิดการอักเสบ
แล้วเซลล์ผิวถูกทำลายเหี้ยนเลย จนหลุดออกไปเป็นแผล

แล้วประเด็นคือแมร่งโคตรเจ็บ เจ็บมาก

ที่น่ารำคาญมากคือ
บางคนไม่ได้เป็นครั้งเดียวแล้วจบ

บางคนช่วงพักผ่อนน้อยก็เป็นขึ้นซ้ำอีกด้วย


จุดเริ่มต้นของเรื่อง
เยื่อบุช่องปากโดนสะกิด
แล้วภูมิคุ้มกันตอบแรงกว่าที่ควร

ต้องบอกก่อนว่า กลุ่มแผลในปากมีหลายแบบมาก
แต่ถ้าเจาะแค่แบบที่มันชอบเกิดกับคนทั่วไป เป็นซ้ำเป็นซาก
ในทางเทคนิกจะเรียกว่า แผลร้อนในชนิดเป็นซ้ำ
(Recurrent aphthous stomatitis)

กลไกแท้จริงยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมดนะฮะะ
แต่ถึงแม้ว่าต้นกำเนิดชัดๆ คืออะไรยังคลุมเครือ
แต่เรารู้ว่าหลังจากนั้นมันเกิดอะไรบ้าง

งานวิจัยชี้ไปทางเดียวกันเลยว่า ตัวละครหลักคือ
เจ้าเม็ดเลือดขาว T cell

ปกติเยื่อบุช่องปากต้องเจอสารพัดทั้งอาหาร
ฟัน น้ำลาย เชื้อประจำถิ่น และแรงเสียดสีทุกวัน

บางครั้งมีเหตุเล็กๆ มากระตุ้น เช่น
▪️ เผลอกัดกระพุ้งแก้ม
▪️ แปรงฟันกระแทก
▪️ ฟันหรือเครื่องมือจัดฟันเสียดสี
▪️ อาหารแข็งหรือร้อนเกินไป
▪️ ความเครียด หรือช่วงมีประจำเดือน
หรือช่วงอดนอนในบางคน

บางคนมีแนวโน้มเป็นแผลร้อนในมากกว่าปกติอยู่แล้ว

สุดท้ายระบบอักเสบในช่องปากบริเวณนั้น
อาจถูกเปิดขึ้นง่ายกว่าปกติ แล้วเกิดเรื่องตามมา

⚠️ ไอ้เรื่องกัดเหงือก ถ้ากัดจึกกก แรงไปเลย อันนี้แผลจากการกัดนะ ไม่ใช่แผลร้อนใน

แต่ในคนที่ช่วงนั้นอยู่ในความเสี่ยง แล้วเผลอไปกัดนิดหน่อย แต่ไม่แรงมาก ไม่มีแผล แต่หลังจากนั้นกลไกของร้อนในจะเล่นงานจนเกิดแผลได้ค่ะ


⚔️ ทีเซลล์ลงพื้นที่
จากรอยแดงเล็กๆ เริ่มกลายเป็นสนามอักเสบ

ก่อนที่แผลจะเปิดเต็มๆ บางคนจะรู้สึกยิบๆ
แสบๆ หรือเหมือนมีจุดหนึ่งในปากเริ่มเจ็บทั้งที่ยังมองไม่เห็นอะไร

ช่วงนี้เอง ทีมเม็ดเลือดขาวพวก monocyte และ T cell
เริ่มแทรกเข้าไปในเยื่อบุ โดยเฉพาะบริเวณชั้นล่างของเยื่อบุ
เหมือนมันเข้าไปหาซากเซลล์ที่ตๅย หรือการส่งสัญญาณ
ซัมติงจากเยื่อบุที่โดนกระตุ้น ซึ่งยังไม่มีใครทราบ

แต่พอมันเข้าไปแล้วมันจะปล่อยสารออกมาหลายชนิด
หนึ่งในตัวสำคัญคือ TNF-α

เอาง่ายๆ คือ
พื้นที่ตรงนั้นเริ่มถูกประกาศว่า “มีปัญหา”

พอสารอักเสบเพิ่มขึ้น เซลล์เยื่อบุเริ่มบวม
การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์เสีย และเซลล์บางส่วนเริ่มเสื่อมสภาพ


💥 จากจุดแดง
กลายเป็นหลุมแผล

เมื่อการอักเสบเดินต่อ
เซลล์เยื่อบุบริเวณนั้นถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ

ผิวด้านบนที่เคยปิดเนื้อเยื่อเอาไว้จึงหลุดออก
เกิดเป็น “แผลเปิด”

ตรงกลางที่เราเห็นเป็นสีขาวอมเหลืองหรือเทา
ไม่ใช่หนองนะคะ

ส่วนใหญ่คือชั้นเยื่อคลุมแผลชั่วคราว
ที่ประกอบด้วยโปรตีนไฟบริน (จากในเลือด)
เศษเซลล์ และสารพัดซากจากการอักเสบมาคลุมไว้

ส่วนรอบๆ ที่เป็นวงแดง
ก็คือบริเวณที่หลอดเลือดขยายและมีการอักเสบอยู่

เลยเกิดหน้าตาคลาสสิกมาก
ตรงกลางขาวๆ เหลืองๆ
รอบนอกแดง
แล้วเจ็บชิบหาย


🔥 ทำไมแผลนิดเดียวถึงเจ็บมากขนาดนั้น?

เพราะช่องปากเป็นพื้นที่ที่มี
เส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เยอะมาก

ตอนเยื่อบุยังสมบูรณ์
ปลายประสาทพวกนี้มีชั้นผิวช่วยคลุมอยู่
แต่พอผิวหลุดกลายเป็นแผล
เนื้อเยื่อชั้นล่างถูกเปิดออก

จากนั้นทุกอย่างที่ผ่านมาก็เข้ามาสะกิดได้หมด
น้ำลาย เกลือ กรด อาหารเผ็ด
อาหารแข็ง แม้แต่การขยับลิ้น

บวกกับสารอักเสบที่ทำให้ปลายประสาทไวขึ้นอีก
(เรียกว่า peripheral sensitization)

ดังนั้นแผลไม่ต้องใหญ่เลยจ้าาาา
แค่ตำแหน่งดีๆ ตรงริมฝีปากหรือลิ้น
กินข้าวหนึ่งคำก็รู้เรื่อง


🦠 แล้วมันเป็นเชื้อโรคหรือเปล่า?

ช่องปากของเรามีแบคทีเรียอยู่เป็นชุมชนใหญ่มากอยู่แล้ว และงานวิจัยพบว่าองค์ประกอบของแบคทีเรียบริเวณแผลร้อนในอาจต่างจากเยื่อบุปกติ

มีทั้ง Streptococcus บางชนิด Prevotella
และแบคทีเรียอื่นๆ ที่ถูกพบสัมพันธ์กับรอยโรค

จากการศึกษาพบว่า มันคงไม่ได้เป็นต้นเหตุแรกสุด
แต่อาจจะช่วยผสมโรงมากกว่า
คือเริ่มจากภูมิคุ้มกันตัวเองล้วนๆ นี่แหละไปเล่นใหญ่

พอแบคทีเรียตรงนั้นเห็น แวดล้อมเริ่มเปลี่ยน
มีสัดส่วนพวกที่เน้นอักเสบมากขึ้น ก็ขอเอาด้วย

(ตรงนี้ต้องแยกกับแผลในปากที่เกิดจากเชื้อโดยตรงนะ เช่น แผลจากเริม หรือบางครั้งก็มีแผลร้อนในคล้ายเริม แต่ไม่เกี่ยวกับเริ่ม เช่น herpetiform aphthous ulcer เออ เรื่องชื่อนี้โคตรงง)


📏 แผลร้อนในที่คนทั่วไปเจอบ่อยที่สุด
ส่วนใหญ่ประมาณ 70–80% เป็นชนิดเล็กฮะ
(Minor aphthous ulcer)

มักมีประมาณ 1–5 แผล
ขนาดไม่เกินประมาณ 1 เซนติเมตร
ชอบขึ้นตรงเยื่อบุที่ค่อนข้างนุ่ม
เช่น ด้านในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น หรือพื้นปาก

แล้วส่วนมากจะค่อยๆ
หายเองภายในประมาณ 10–14 วัน
โดยไม่ทิ้งแผลเป็นเลย

ดังนั้นแผลร้อนในธรรมดาที่เป็นอยู่ไม่กี่วัน
แม้จะเจ็บมาก
แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายค่ะ


🧱 แล้วทำไมบางคนถึงเป็นซ้ำบ่อย?

เกิดจากหลายอย่างมาประกอบกัน ทั้งความไวของระบบภูมิคุ้มกัน สภาพเยื่อบุช่องปาก พันธุกรรม การบาดเจ็บเฉพาะที่ ความเครียด ฮอร์โมน รวมถึงโรคหรือภาวะบางอย่าง

บางคนช่วงนอนน้อยๆ ก็เริ่มเลย
ช่วงเครียดหนักๆ ก็เริ่มเลย

เพราะเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันเสียสมดุล
โหมกองกำลังหนักๆ เวลาเชื้อมาก็ ทำได้แย่ลง
ตอนสงบๆ ก็ดันทำเก่ง ซึ่งก็เข้าทางกับ
แผลร้อนในเลยที่ช่วงสงบๆ ก็ดันทำงานเก่ง

ร่างกายเลยสร้างวงจรการอักเสบแบบนี้ได้ง่าย
พอมีตัวกระตุ้นเล็กๆ เข้ามาอีก

T cell และสารอักเสบก็อาจเปิดงานได้ใหม่
แต่รอบนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นตำแหน่งเดิม

เลยเห็นบางคนเป็นวนไปเรื่อยๆ
แผลเก่ากำลังหาย
แผลใหม่เริ่มเจ็บอีกฝั่งแล้ว


🔧 แล้วแผลหายได้ยังไง?

หลังช่วงอักเสบรุนแรงผ่านไป
ระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดการโจมตี

เศษเซลล์และเนื้อเยื่อที่เสียหายถูกเก็บกวาด
เซลล์เยื่อบุจากขอบแผลเริ่มแบ่งตัวและเลื้อยเข้ามาปิดพื้นที่

พอผิวใหม่ปิดแผลได้
ปลายประสาทก็ไม่ถูกอาหารและน้ำลายสัมผัสตรงๆ เหมือนเดิม

ความเจ็บจึงลดลงค่อนข้างชัด
แล้วสุดท้ายเยื่อบุจะกลับมาปิดสนิท

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แผลร้อนในชนิดเล็กส่วนมาก
ต่อให้ไม่ทำอะไร
มันก็มีแนวโน้มหายเองอยู่แล้ว


📌 สรุปกลไกแบบย่อนะคะ

1️⃣ เยื่อบุช่องปากถูกกระตุ้นหรือบาดเจ็บเล็กน้อย ➝ ระบบภูมิคุ้มกันในคนที่ไวต่อการเกิดแผลถูกเปิดขึ้น

2️⃣ ทีเซลล์และเม็ดเลือดขาวเข้าบริเวณนั้น ➝ ปล่อยสารอักเสบ เช่น TNF-α ➝ เซลล์เยื่อบุเริ่มเสียหาย

3️⃣ ผิวเยื่อบุหลุดออก ➝ กลายเป็นแผลเปิด ➝ ตรงกลางเห็นเป็นคราบขาวเหลืองจากไฟบรินและเศษเซลล์

4️⃣ ปลายประสาทบริเวณแผลถูกเปิดรับสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ➝ เลยเจ็บมากเวลาโดนอาหาร เคี้ยว พูด หรือขยับลิ้น

5️⃣ เมื่อการอักเสบลดลง ➝ เซลล์เยื่อบุสร้างตัวใหม่เข้าปิดแผล ➝ แผลเล็กส่วนใหญ่หายในประมาณ 10–14 วัน

แผลร้อนในจึงเป็นแผลเล็กๆ
แต่เบื้องหลังคือการอักเสบของเยื่อบุที่มีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด

แล้วพอผิวตรงนั้นหายไปแค่ไม่กี่มิลลิเมตร
ช่องปากที่ต้องเคี้ยว พูด กลืนทั้งวัน
ก็ทำให้เราได้รับรู้ถึงมันทุกวินาที


💊 แล้วดูแลยังไง?

✅ ถ้าเป็นแผลเล็กทั่วไป ส่วนใหญ่รอให้หายเองได้ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือแข็งมาก เพราะจะไปกระตุ้นแผลให้เจ็บขึ้น

✅ ถ้ามีฟันคม เครื่องมือจัดฟัน หรือจุดที่กัดกระพุ้งแก้มซ้ำๆ ควรแก้ต้นเหตุ เพราะถ้ายังเสียดสีอยู่ แผลก็โดนกระตุ้นทุกวัน

✅ ยาทาสเตียรอยด์เฉพาะที่เป็นหนึ่งในการรักษาหลักของแผลร้อนในที่เจ็บมากหรือเป็นซ้ำ เพราะช่วยกดการอักเสบบริเวณแผล แต่ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

✅ ยาหรือผลิตภัณฑ์ลดปวดเฉพาะที่ช่วยให้กินอาหารและพูดได้สบายขึ้น แต่บางชนิดช่วยแค่เรื่องปวด ไม่ได้ทำให้แผลหายเร็วขึ้นโดยตรง

✅ ถ้าเป็นบ่อยมาก เป็นหลายแผลพร้อมกัน แผลใหญ่มาก มีไข้ มีแผลบริเวณอื่นของร่างกาย มีอาการทางลำไส้ร่วมด้วย หรือเริ่มเป็นหนักผิดจากเดิม ควรพบแพทย์ เพราะบางครั้งแผลลักษณะคล้ายร้อนในอาจสัมพันธ์กับโรคอื่น

✅ และถ้าแผลในปาก “ไม่หายเกินประมาณ 3 สัปดาห์” โดยเฉพาะแผลแข็ง ขอบผิดปกติ โตขึ้น หรือไม่มีแนวโน้มดีขึ้น อย่าคิดว่าเป็นร้อนในแล้วรอต่อ ควรให้แพทย์หรือทันตแพทย์ตรวจค่ะ

และดูแลสุขภาพโดยพื้นฐานช่วยได้ เช่น
✔️ นอนให้ดี: นอนพอ 7-8 ชม. + นอนคุณภาพดี มีนอนกรนต้องรักษา
✔️ อย่าทำให้อยู่ในสภาพขาดน้ำ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์/โรคประจำตัวกลุ่มหัวใจและไต ดื่มอย่างน้อย 1.5 ลิตร พยายามดื่มห่างเวลานอน บางทีตื่นมาปัสสาวะจนนอนเสีย
✔️ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่คนที่เป็นบ่อย พยายามระวังเรื่องขาดน้ำ

แต่ต้องย้ำว่าการดูแลขั้นพื้นฐานนี้ มักจะช่วยอย่างเห็นได้ชัด ในกรณีเฉพาะคนที่มีตัวกระตุ้นด้วยตัวนั้น เช่น บางคนอดนอนแล้วเป็นเลย

แต่ใดๆ ทำไปก็มีแต่จะดี ทำไปเถอะค่ะ เพียงแต่อาจจะได้ผลหรือไม่อีกเรื่อง


ใครตอนนี้ที่กำลังเป็นอยู่ ก็เข้าใจความรู้สึกค่ะ
เจ็บชิบบบบบบบบบ

ตารางคุณหมอจัดฟันเดือน กันยายน 2569 จ้า 🧑🏼‍⚕️🩵 #คุณหมอจัดฟันจะลงแค่วันที่มีรูปหัวใจนะคะ
31/08/2026

ตารางคุณหมอจัดฟันเดือน กันยายน 2569 จ้า 🧑🏼‍⚕️🩵
#คุณหมอจัดฟันจะลงแค่วันที่มีรูปหัวใจนะคะ

เวลาฟันคุดลวมอักเสบมันน่ากลัวhttps://www.facebook.com/share/1CJZGKLZNB/?mibextid=wwXIfr
23/08/2026

เวลาฟันคุดลวมอักเสบมันน่ากลัว
https://www.facebook.com/share/1CJZGKLZNB/?mibextid=wwXIfr

-Interesting case : masticatory space infection-

นำ interesting case จากใน textbook มาเล่าให้ฟังนะครับ เป็น case difficult airway เนื่องจากมีภาวะอ้าปากได้จำกัดอย่างรุนแรง (severe trismus)

Case ผู้ป่วยชายอายุ 31 ปี มาด้วยอาการที่ห้องฉุกเฉินของ Medical Center โดยมีประวัติปวดใบหน้าด้านซ้าย บวม และอ้าปากได้จำกัดอย่างรุนแรง อ้าปากได้เพียง 1 ซม. เป็นเวลา 1 สัปดาห์

ลักษณะทางคลินิก(ภาพ a) :

มีภาวะอ้าปากได้จำกัดอย่างรุนแรง โดยอ้าปากได้สูงสุด (maximal incisal opening) น้อยกว่า 15 มม. อันเป็นผลจากการติดเชื้อบริเวณ masticator space จึงจำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจโดยใช้กล้องส่อง (endoscopic airway intubation)

ระยะเวลาและการดำเนินของอาการ จำนวนและตำแหน่งของ deep neck spaces ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความรุนแรงโดยรวมของการติดเชื้อ ล้วนมีผลต่อระดับความยากในการใส่ท่อช่วยหายใจ

เพิ่มเติม : สัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนทางเดินหายใจที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การอ้าปากได้จำกัดอย่างรุนแรง (severe trismus) การกลืนลำบากหรือกลืนเจ็บ (dysphagia หรือ odynophagia) เสียงเปลี่ยนหรือเสียงแหบ เสียงหายใจดังผิดปกติ (stridor) การหดตัวของบริเวณเหนือกระดูกอก (suprasternal retraction) หลอดลมเบี้ยวไปด้านข้าง (tracheal deviation) และการยกตัวสูงขึ้นของลิ้นและพื้นช่องปาก สัญญาณเหล่านี้เป็นตัวบอกว่าจะต้อง secure airway ให้ได้เป็นสิ่งแรกเลย

ลักษณะทางภาพรังสี :

ภาพ CT scan, soft tissue window, axial cut(ภาพ b) และ coronal cut(ภาพ C) แสดงการติดเชื้อที่ลุกลามเข้าไปยัง infratemporal space, sub-masseteric space และ pterygomandibular space ซึ่งมีต้นกำเนิดจากฟันกรามล่างซี่ที่สาม (mandibular third molar) ด้านซ้าย ร่วมกับ odontogenic keratocyst ที่สัมพันธ์กัน

ภาพรังสีพาโนรามา (panoramic radiograph)(ภาพ d) แสดงฟันกรามล่างซี่ที่สามด้านซ้ายที่ติดเชื้อ ร่วมกับ odontogenic keratocyst ที่สัมพันธ์กัน
........................................................................

จาก case ดังกล่าวนี้ มีความสนใจในหลายเรื่อง

A. Factor associated with severe infection ประเมินในแต่ละปัจจัย

1 Host factors : จากประวัติควรซักประวัติเพิ่มเติมถึง immunocompromised condition (ถ้ามี) เพื่อเตรียม management condition ดังกล่าวนะครับ

2 Environment factors : ประกอบด้วย 2 ส่วนที่มีโอกาสเป็นสาเหตุของการติดเชื้อและสัมพันธ์กัน

-> Left lower third molar : ฟันคุดที่ขึ้นบางส่วน(สังเกตจาก film)

-> Odontogenic keratocyst(OKC) : จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมเคยเจอ infected OKC 7 - 8 รายที่ติดเชื้อและแสดงอาการ severe fascial space infection ได้

3 Agent หรือ microbial factors : เนื้อจากฟันคุดและถุงน้ำ expose to oral cavity ดังนั้น common pathogen หลักมาจากในช่องปาก คือ viridans streptococcus(aerobic bacteria) และหายระยะเวลานานถึง 1 สัปดาห์อาจจะเริ่มเป็น mixed infection ระหว่าง aerobic and anarobic bacteria ได้
.....................................................................

B : Approach severe infection case นี้อย่างไร

Principle for approach severe infection :
1. Airway management
2. Medical emergency management
3. Hydration
4. Empirical antibiotics
5. Surgical intervention
.....................................................................

สำหรับ case นี้ผมจะลอง approach นะครับ

1. Airway management :

1.1 sign of upper airway obstruction : stidor, dysphagia, saliva drooling(น้ำลายไหลย้อยจากภาวะกลืนลำบาก), cyanosis, tachypnea, dyspnea, oxygen desaturation < 94% ให้ประสานงานห้องผ่าตัด + แพทย์ ENT เพื่อเตรียม secure airway ทันที

- 1st choice : fiberoptic naso-endotracheal intubation

- 2nd choice : tracheostomy (เจาะคอ)

1.2 กรณี airway pateny ( ยังโล่งพอได้อยู่) ให้ oxygen therapy (supplement) เป้าหมาย คือ O2 saturation 94 -99% (ไม่ต้อง 100%) วิธีการดังนี้

- Oxygen canula 3 - 5 L/min (ไม่ควรเกิน 6 L เพราะอาจจะ burn noseได้)

- Oxygen mask with bag 5 - 10 L/min

- prevent to aspirate ด้วยการปรับ position, suction secretion ได้บ้างในระหว่าง NPO time รอผ่าตัด

2. Medical emergency management : ประเมินภาวะฉุกเฉินอื่น ๆ ทางอายุรศาสตร์เพื่อ management เบื้องต้น เช่น

hyperglycemia --> bolus regular insulin with/without potassium, bicarbonate supplement + volume deficit correction

adrenal insufficiency --> hydrocortisone supplement

3. Hydration : case infection ส่วนใหญ่มีปัญหา poor intake, hypovolemia ดังนั้นควรพิจารณา hydration ด้วย isotonic solution (Ringer lactate, Acetar)

ประเมิน volume deficit status : Capillary refil ควร < 2 second, Urine output ราย 1 - 2 hrs (0.5 - 1ml/hr) และ ติดตาม UA

ประเมิน volume overload status ด้วย urine output, breath sound, chemosis

4. Empirical antibiotics : ครอบคลุมเชื้อในช่องปากรวมทั้ง virulent microbial อื่น ๆ เช่น anaerobic bacteria(community acquired infection)

5. Surgical intervention : รายนี้ต้อง incisional and drainage under GA แน่นอน เนื่องจากมี multiple deep fascial space infection

นอกจากนี้ควรประเมิน Sepsis and vital organ monitoring :

-> blood lactate < 2 mmol/L

-> GFR monitoring : ดู creatinine rising

(มีภาคต่อ)
........................................................................

Citation :
Robert Gassner,Complications in Cranio-Maxillofacial and Oral Surgery, Springer Nature Switzerland AG 2020

15/08/2026
07/08/2026

ประกันสังคมที่คลินิกตอนนี้ใช้ได้แล้วนะคะ 🙏🏻

ที่อยู่

20/14 ถ. ปทุมธานีเฉลิมพระเกียรติ ต. บางปรอก อ. เมือง จ. ปทุมธานี
Bangkok
12000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 20:00
อังคาร 10:00 - 19:00
พุธ 10:00 - 19:30
พฤหัสบดี 10:00 - 19:30
ศุกร์ 10:00 - 19:00
เสาร์ 10:00 - 19:00
อาทิตย์ 10:00 - 19:00

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ ProtectDental byหมอต้อง คลินิกทันตกรรมโพรเทค2โลตัสปทุมธานี โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ คลินิกทันตกรรมนี้

ส่งข้อความของคุณถึง ProtectDental byหมอต้อง คลินิกทันตกรรมโพรเทค2โลตัสปทุมธานี:

ทางลัด

แชร์