Asavanant Dental Clinic

เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ คลินิกทันตกรรมนี้

Asavanant Dental Clinic Another key of success in dental treatment . We never ceases to be up-to-date. To fulfill your confidence, we acquire all latest technology.
(209)

Asavanant Dental Clinic 30 years of Creative Developments in Dental Care, Commitment Behind Your Smiles. Asavanant Dental Clinic Bangkok is located on the corner house of Sukhumvit 55
(Thong Lor).Overlook from BTS Thong Lor Station towards Buan Hua Long Gold Dealer store direction, enter through a tooth shape entrance for your better dental health and dental look. Asavanant Dental Clinic was founded on September 15th with two dental units and one dental operation room.We have excellent Thai dentist team in each dentistry such as dental implant, laser tooth whitening, and dental care more.

ที่คลินิกเรามีหมอเข้าทุกวันค่ะ
05/10/2026

ที่คลินิกเรามีหมอเข้าทุกวันค่ะ

เจมส์ สจ๊วร์ต วัย 65 ปี กลายเป็นข่าวช็อกที่บ้านของเขาในกลาสโกว์ หลังจากลงมือถอนฟันเองแบบ DIY โดยใช้ตุ้มน้ำหนักและวอดก้า Absolut ชาวสก็อตแลนด์รายนี้ ซึ่งทำงานสองอาชีพ ตัดสินใจทำเช่นนี้หลังจากต้องทนทุกข์กับอาการปวดฟันอย่างแสนสาหัส และไม่สามารถนัดพบกับบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อไม่สามารถจ่ายค่ารักษาคลินิกเอกชนได้ ชายคนนี้จึงผูกตุ้มน้ำหนักเข้ากับฟันของตัวเอง แล้วปล่อยให้ตุ้มน้ำหนักร่วงลงจากเก้าอี้เพื่อยุติความทรมาน วิดีโอประสบการณ์ของเขากลายเป็นไวรัล มียอดเข้าชมมากกว่า 820,000 ครั้งบนอินเทอร์เน็ต เผยให้เห็นวิกฤตการเข้าถึงการรักษาทางทันตกรรมที่กำลังส่งผลกระทบต่อชาวอังกฤษนับล้านคนในปัจจุบัน

เอิ่ม…มีหมอฟันเข้าไปช่วยแก้วิกฤตด้วยค่ะ
04/10/2026

เอิ่ม…

มีหมอฟันเข้าไปช่วยแก้วิกฤตด้วยค่ะ

จากสถานการณ์ฝนตกหนักติดต่อกันตั้งแต่วันพุธที่ 23 กย ถึงบ่ายวันเสาร์ที่ 26 กย ที่ผ่านมา คลินิกขอแสดงความห่วงใยมายังทุกท่า...
27/09/2026

จากสถานการณ์ฝนตกหนักติดต่อกันตั้งแต่วันพุธที่ 23 กย ถึงบ่ายวันเสาร์ที่ 26 กย ที่ผ่านมา
คลินิกขอแสดงความห่วงใยมายังทุกท่านที่ประสบปัญหาน้ำท่วมโดยทั่วหน้า
ขอให้ทุกท่านปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
และกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน

อนึ่ง
ทางคลินิกยังคงเปิดบริการตามปกติทุกวันค่ะ

หมายเหตุ
สถานการณ์ปัญหาน้ำรอบคลินิก
-ตัวอาคาร ไม่มีปัญหา
ที่จอดรถใต้ดิน ไม่มีปัญหา
-ซอยทองหล่อ ไม่มีภาวะน้ำท่วมขังเลย
-ถนนสุขุมวิท ถนนพระราม 4
มีน้ำท่วมขังบ้างบางส่วน
ปัจจุบันแห้งหมดแล้ว
-เอกมัย น้ำท่วมขังค่อนข้างสูง
ปัจจุบันแห้งหมดแล้ว
-ถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา
ปัจจุบันแห้งหมดแล้ว
-ที่สาหัสคือถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ช่วงเอกมัย-ทองหล่อ
จนถึงปัจจุบันยังมีน้ำรอระบายสูงมาก ไม่สามารถสัญจรได้อย่างสิ้นเชิง

ขอแนะนำให้ทุกท่านตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง และขับรถด้วยความระมัดระวังค่ะ

23/09/2026

ชาย 52 ปี มีไข้สลับหนาว เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด และเริ่มมีผื่นแดงขึ้นที่ฝ่ามือ

สิ่งแรกที่เจ้าตัวกลัวคือ “ซิฟิลิส”
เพราะเคยได้ยินว่าซิฟิลิสระยะที่สองสามารถมีผื่นขึ้นฝ่ามือได้

แต่พอตรวจจริงๆ กลับไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เลยค่ะ

ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
กลับอยู่ห่างจากหัวใจออกไปหลายสิบเซนติเมตร

อยู่ที่ “ช่องปาก”


ชายคนนี้มีปัญหาเรื่องฟันมาหลายปี

มีทั้งฟันกรามแตก ฟันผุเป็นรู และเหงือกบริเวณด้านหลังบวมเป็นๆ หายๆ
บางช่วงเวลาแปรงฟันจะมีเลือดออก แต่เนื่องจากไม่ได้ปวดมากตลอดเวลา จึงไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องรีบรักษา

เวลาปวดก็ใช้วิธีกินยาแก้ปวด
พออาการดีขึ้นก็ใช้ชีวิตตามปกติ

สุดท้ายจึงไม่ได้พบทันตแพทย์ต่อเนื่องอยู่หลายปี


ประมาณ 6 สัปดาห์ก่อนมาโรงพยาบาล
เขาเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม

ช่วงเย็นจะหนาวๆ ร้อนๆ
บางวันมีไข้ แต่พอตื่นเช้ามาก็เหมือนจะดีขึ้น

จากคนที่เดินขึ้นบันไดได้สบาย
เริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย ใจเต้นเร็ว และต้องหยุดพักบ่อยขึ้น

กลางคืนบางวันเหงื่อออกจนเสื้อเปียก
น้ำหนักก็ลดลงไปหลายกิโล ทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจลด


ช่วงแรกเขาคิดว่าอาจเป็นไวรัสธรรมดา
จึงซื้อยาลดไข้กินเอง

แต่แปลกตรงที่อาการเป็นอยู่นานมาก
หายไปวันสองวัน แล้วก็กลับมาใหม่

จนกระทั่งวันหนึ่ง
เขาสังเกตเห็นจุดแดงหลายจุดบริเวณฝ่ามือและปลายนิ้ว

บางจุดแบนและไม่ค่อยเจ็บ
ขณะที่บางจุดบริเวณปลายนิ้วกดแล้วเจ็บมาก


เห็นผื่นที่ฝ่ามือแบบนี้
เจ้าตัวเริ่มคิดถึง “ซิฟิลิส” ทันที

จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลเพื่อขอตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

แต่หลังจากแพทย์ตรวจร่างกาย
เรื่องกลับเริ่มไปคนละทางค่ะ


แพทย์พบว่าเขาดูซีดและมีไข้
สุขภาพในช่องปากค่อนข้างแย่ มีฟันผุหลายตำแหน่งร่วมกับเหงือกอักเสบ

ที่มือพบทั้งรอยแดงแบนๆ บริเวณฝ่ามือ
และตุ่มแดงที่ปลายนิ้วซึ่งกดแล้วเจ็บ

ที่สำคัญที่สุด

ตอนฟังหัวใจ
แพทย์ได้ยินเสียงฟู่ของหัวใจที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน

จุดนี้ทำให้จากเรื่อง “ผื่นที่ฝ่ามือ”
กลายเป็นเรื่องของ “ลิ้นหัวใจ” ทันที


ตรวจซิฟิลิสไม่พบหลักฐานสนับสนุนการติดเชื้อ

แต่ผลตรวจเลือดกลับพบภาวะอักเสบชัดเจน
แพทย์จึงเก็บเลือดหลายชุดเพื่อเพาะเชื้อ
พร้อมส่งตรวจ Echocardiography

ผลเอคโค่พบก้อน vegetation เกาะอยู่บริเวณลิ้นหัวใจ mitral valve

และลิ้นหัวใจบริเวณนั้นเริ่มปิดได้ไม่สนิท
เกิด mitral regurgitation ตามมา


เมื่อผลเพาะเชื้อในเลือดออก
พบเชื้อในกลุ่ม viridans streptococci

ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถพบได้ในช่องปาก

เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน
ทั้งไข้เรื้อรัง

เลือดเพาะเชื้อขึ้น

มี vegetation บนลิ้นหัวใจ

มีเสียง murmur ใหม่

รวมถึงรอยโรคบริเวณมือ

สุดท้ายการวินิจฉัยจึงไม่ใช่ซิฟิลิสค่ะ

แต่คือ

Infective endocarditis
การติดเชื้อบริเวณเยื่อบุและลิ้นหัวใจ


เรื่องมันอาจเริ่มจากบริเวณเล็กๆ ในปาก

เวลามีฟันผุรุนแรง เหงือกอักเสบ หรือเนื้อเยื่อรอบฟันมีการติดเชื้อ
แบคทีเรียจากช่องปากสามารถเข้าสู่กระแสเลือดชั่วคราวได้

ปกติร่างกายจัดการเชื้อเหล่านี้ได้

แต่ถ้าเชื้อไปเจอกับพื้นผิวของลิ้นหัวใจที่เหมาะต่อการเกาะ
เชื้ออาจเริ่มตั้งหลัก

มีเกล็ดเลือดและ fibrin มาหุ้ม
เชื้อแบ่งตัวอยู่ภายใน

ค่อยๆ กลายเป็นก้อนที่เรียกว่า vegetation

เหมือนจากเดิมเชื้อแค่ “ผ่าน” กระแสเลือด
แต่ครั้งนี้มันหาที่อยู่ใหม่เจอแล้วค่ะ


ปัญหาคือ vegetation ไม่ได้อยู่นิ่งๆ อย่างเดียว

มันทำลายลิ้นหัวใจจนเกิดการรั่วได้

และเศษเล็กๆ จากก้อนนี้ยังสามารถแตกหลุดออกมา
ไหลไปตามกระแสเลือด

จึงเกิดอาการตามอวัยวะต่างๆ ได้
รวมถึงรอยโรคบริเวณฝ่ามือและปลายนิ้ว

ซึ่งในเคสนี้
ดันไปคล้ายกับโรคอื่นจนเจ้าตัวคิดถึงซิฟิลิสในตอนแรกนั่นเอง


ผู้ป่วยจึงต้องนอนโรงพยาบาล
ได้รับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดเป็นเวลาหลายสัปดาห์

ระหว่างนั้นต้องติดตามว่า
เชื้อในเลือดหายหรือยัง

vegetation มีขนาดเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ลิ้นหัวใจรั่วรุนแรงแค่ไหน

และเริ่มมีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือภาวะแทรกซ้อนจาก embolism หรือไม่

ส่วนปัญหาในช่องปากก็ต้องได้รับการประเมินและจัดการแหล่งติดเชื้อร่วมด้วย


ฟันผุอาจเริ่มต้นจากรูเล็กๆ เพียงรูเดียว
และแน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าคนฟันผุทุกคนจะเกิดเยื่อบุหัวใจอักเสบ

แต่ช่องปากที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อเรื้อรัง
ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นปีๆ

เพราะสำหรับบางคน

เรื่องที่เริ่มจาก “เดี๋ยวค่อยไปทำฟัน”
อาจจบลงไกลถึงลิ้นหัวใจค่ะ


✅ แปรงฟันอย่างสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง
✅ ทำความสะอาดซอกฟันทุกวัน
✅ ฟันแตก ฟันผุ หรือเหงือกบวมเรื้อรัง ควรตรวจ
✅ มีไข้เรื้อรังร่วมกับเหนื่อยง่ายผิดปกติ อย่ากินแต่ยาลดไข้ไปเรื่อยๆ
✅ ผื่นที่ฝ่ามือไม่ได้แปลว่าต้องเป็นซิฟิลิสเสมอไป ต้องดูอาการอื่นประกอบด้วย

ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ค่ะ
15/09/2026

ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ค่ะ

คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขอแสดงความยินดี แด่ ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ดร. วิสาขะ ลิ่มวงศ์
นิสิตเก่าคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นที่ 18
ในโอกาสที่ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ปร.ด.)
สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ช่องปาก มหาวิทยาลัยนเรศวร ประจำปี พ.ศ. 2569

ที่มา : https://www.dent.chula.ac.th/news/73359/

05/09/2026
ปัญหาหลักของการทำงาน
03/09/2026

ปัญหาหลักของการทำงาน

Boomers often stayed at one company for decades. Millennials ended up jumping between jobs, side hustles, and contracts just to keep income coming in.

Gen Z is looking at the whole setup and asking why the traditional job even has to look the way it does.

The shift isn’t just attitude. Pensions disappeared, raises slowed, housing costs exploded, and job security became less reliable.

Each generation adapted to the economy they actually faced.

The older model rewarded loyalty. The newer one rewards flexibility and constant negotiation.

Neither is purely better or worse — they just reflect different rules.

02/09/2026

“แผลร้อนใน” (Aphthous ulcer) คืออะไร เกิดอะไรขึ้น แบบเริ่มตั้งแต่เยื่อบุช่องปากยังปกติ จนกลายเป็นแผลขาวๆ เหลืองๆ ที่แค่โดนข้าวเม็ดเดียวก็สะดุ้ง


แผลร้อนในที่เราเห็นเป็นวงกลมเล็กๆ ขอบแดง ตรงกลางขาวหรือเหลือง จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดจาก “ความร้อนในร่างกาย” ตามชื่อที่เรียกกันนะฮะ

แต่มันคือจุดที่เยื่อบุช่องปากที่เกิดการอักเสบ
แล้วเซลล์ผิวถูกทำลายเหี้ยนเลย จนหลุดออกไปเป็นแผล

แล้วประเด็นคือแมร่งโคตรเจ็บ เจ็บมาก

ที่น่ารำคาญมากคือ
บางคนไม่ได้เป็นครั้งเดียวแล้วจบ

บางคนช่วงพักผ่อนน้อยก็เป็นขึ้นซ้ำอีกด้วย


จุดเริ่มต้นของเรื่อง
เยื่อบุช่องปากโดนสะกิด
แล้วภูมิคุ้มกันตอบแรงกว่าที่ควร

ต้องบอกก่อนว่า กลุ่มแผลในปากมีหลายแบบมาก
แต่ถ้าเจาะแค่แบบที่มันชอบเกิดกับคนทั่วไป เป็นซ้ำเป็นซาก
ในทางเทคนิกจะเรียกว่า แผลร้อนในชนิดเป็นซ้ำ
(Recurrent aphthous stomatitis)

กลไกแท้จริงยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมดนะฮะะ
แต่ถึงแม้ว่าต้นกำเนิดชัดๆ คืออะไรยังคลุมเครือ
แต่เรารู้ว่าหลังจากนั้นมันเกิดอะไรบ้าง

งานวิจัยชี้ไปทางเดียวกันเลยว่า ตัวละครหลักคือ
เจ้าเม็ดเลือดขาว T cell

ปกติเยื่อบุช่องปากต้องเจอสารพัดทั้งอาหาร
ฟัน น้ำลาย เชื้อประจำถิ่น และแรงเสียดสีทุกวัน

บางครั้งมีเหตุเล็กๆ มากระตุ้น เช่น
▪️ เผลอกัดกระพุ้งแก้ม
▪️ แปรงฟันกระแทก
▪️ ฟันหรือเครื่องมือจัดฟันเสียดสี
▪️ อาหารแข็งหรือร้อนเกินไป
▪️ ความเครียด หรือช่วงมีประจำเดือน
หรือช่วงอดนอนในบางคน

บางคนมีแนวโน้มเป็นแผลร้อนในมากกว่าปกติอยู่แล้ว

สุดท้ายระบบอักเสบในช่องปากบริเวณนั้น
อาจถูกเปิดขึ้นง่ายกว่าปกติ แล้วเกิดเรื่องตามมา

⚠️ ไอ้เรื่องกัดเหงือก ถ้ากัดจึกกก แรงไปเลย อันนี้แผลจากการกัดนะ ไม่ใช่แผลร้อนใน

แต่ในคนที่ช่วงนั้นอยู่ในความเสี่ยง แล้วเผลอไปกัดนิดหน่อย แต่ไม่แรงมาก ไม่มีแผล แต่หลังจากนั้นกลไกของร้อนในจะเล่นงานจนเกิดแผลได้ค่ะ


⚔️ ทีเซลล์ลงพื้นที่
จากรอยแดงเล็กๆ เริ่มกลายเป็นสนามอักเสบ

ก่อนที่แผลจะเปิดเต็มๆ บางคนจะรู้สึกยิบๆ
แสบๆ หรือเหมือนมีจุดหนึ่งในปากเริ่มเจ็บทั้งที่ยังมองไม่เห็นอะไร

ช่วงนี้เอง ทีมเม็ดเลือดขาวพวก monocyte และ T cell
เริ่มแทรกเข้าไปในเยื่อบุ โดยเฉพาะบริเวณชั้นล่างของเยื่อบุ
เหมือนมันเข้าไปหาซากเซลล์ที่ตๅย หรือการส่งสัญญาณ
ซัมติงจากเยื่อบุที่โดนกระตุ้น ซึ่งยังไม่มีใครทราบ

แต่พอมันเข้าไปแล้วมันจะปล่อยสารออกมาหลายชนิด
หนึ่งในตัวสำคัญคือ TNF-α

เอาง่ายๆ คือ
พื้นที่ตรงนั้นเริ่มถูกประกาศว่า “มีปัญหา”

พอสารอักเสบเพิ่มขึ้น เซลล์เยื่อบุเริ่มบวม
การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์เสีย และเซลล์บางส่วนเริ่มเสื่อมสภาพ


💥 จากจุดแดง
กลายเป็นหลุมแผล

เมื่อการอักเสบเดินต่อ
เซลล์เยื่อบุบริเวณนั้นถูกทำลายมากขึ้นเรื่อยๆ

ผิวด้านบนที่เคยปิดเนื้อเยื่อเอาไว้จึงหลุดออก
เกิดเป็น “แผลเปิด”

ตรงกลางที่เราเห็นเป็นสีขาวอมเหลืองหรือเทา
ไม่ใช่หนองนะคะ

ส่วนใหญ่คือชั้นเยื่อคลุมแผลชั่วคราว
ที่ประกอบด้วยโปรตีนไฟบริน (จากในเลือด)
เศษเซลล์ และสารพัดซากจากการอักเสบมาคลุมไว้

ส่วนรอบๆ ที่เป็นวงแดง
ก็คือบริเวณที่หลอดเลือดขยายและมีการอักเสบอยู่

เลยเกิดหน้าตาคลาสสิกมาก
ตรงกลางขาวๆ เหลืองๆ
รอบนอกแดง
แล้วเจ็บชิบหาย


🔥 ทำไมแผลนิดเดียวถึงเจ็บมากขนาดนั้น?

เพราะช่องปากเป็นพื้นที่ที่มี
เส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เยอะมาก

ตอนเยื่อบุยังสมบูรณ์
ปลายประสาทพวกนี้มีชั้นผิวช่วยคลุมอยู่
แต่พอผิวหลุดกลายเป็นแผล
เนื้อเยื่อชั้นล่างถูกเปิดออก

จากนั้นทุกอย่างที่ผ่านมาก็เข้ามาสะกิดได้หมด
น้ำลาย เกลือ กรด อาหารเผ็ด
อาหารแข็ง แม้แต่การขยับลิ้น

บวกกับสารอักเสบที่ทำให้ปลายประสาทไวขึ้นอีก
(เรียกว่า peripheral sensitization)

ดังนั้นแผลไม่ต้องใหญ่เลยจ้าาาา
แค่ตำแหน่งดีๆ ตรงริมฝีปากหรือลิ้น
กินข้าวหนึ่งคำก็รู้เรื่อง


🦠 แล้วมันเป็นเชื้อโรคหรือเปล่า?

ช่องปากของเรามีแบคทีเรียอยู่เป็นชุมชนใหญ่มากอยู่แล้ว และงานวิจัยพบว่าองค์ประกอบของแบคทีเรียบริเวณแผลร้อนในอาจต่างจากเยื่อบุปกติ

มีทั้ง Streptococcus บางชนิด Prevotella
และแบคทีเรียอื่นๆ ที่ถูกพบสัมพันธ์กับรอยโรค

จากการศึกษาพบว่า มันคงไม่ได้เป็นต้นเหตุแรกสุด
แต่อาจจะช่วยผสมโรงมากกว่า
คือเริ่มจากภูมิคุ้มกันตัวเองล้วนๆ นี่แหละไปเล่นใหญ่

พอแบคทีเรียตรงนั้นเห็น แวดล้อมเริ่มเปลี่ยน
มีสัดส่วนพวกที่เน้นอักเสบมากขึ้น ก็ขอเอาด้วย

(ตรงนี้ต้องแยกกับแผลในปากที่เกิดจากเชื้อโดยตรงนะ เช่น แผลจากเริม หรือบางครั้งก็มีแผลร้อนในคล้ายเริม แต่ไม่เกี่ยวกับเริ่ม เช่น herpetiform aphthous ulcer เออ เรื่องชื่อนี้โคตรงง)


📏 แผลร้อนในที่คนทั่วไปเจอบ่อยที่สุด
ส่วนใหญ่ประมาณ 70–80% เป็นชนิดเล็กฮะ
(Minor aphthous ulcer)

มักมีประมาณ 1–5 แผล
ขนาดไม่เกินประมาณ 1 เซนติเมตร
ชอบขึ้นตรงเยื่อบุที่ค่อนข้างนุ่ม
เช่น ด้านในริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ใต้ลิ้น หรือพื้นปาก

แล้วส่วนมากจะค่อยๆ
หายเองภายในประมาณ 10–14 วัน
โดยไม่ทิ้งแผลเป็นเลย

ดังนั้นแผลร้อนในธรรมดาที่เป็นอยู่ไม่กี่วัน
แม้จะเจ็บมาก
แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้อันตรายค่ะ


🧱 แล้วทำไมบางคนถึงเป็นซ้ำบ่อย?

เกิดจากหลายอย่างมาประกอบกัน ทั้งความไวของระบบภูมิคุ้มกัน สภาพเยื่อบุช่องปาก พันธุกรรม การบาดเจ็บเฉพาะที่ ความเครียด ฮอร์โมน รวมถึงโรคหรือภาวะบางอย่าง

บางคนช่วงนอนน้อยๆ ก็เริ่มเลย
ช่วงเครียดหนักๆ ก็เริ่มเลย

เพราะเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันเสียสมดุล
โหมกองกำลังหนักๆ เวลาเชื้อมาก็ ทำได้แย่ลง
ตอนสงบๆ ก็ดันทำเก่ง ซึ่งก็เข้าทางกับ
แผลร้อนในเลยที่ช่วงสงบๆ ก็ดันทำงานเก่ง

ร่างกายเลยสร้างวงจรการอักเสบแบบนี้ได้ง่าย
พอมีตัวกระตุ้นเล็กๆ เข้ามาอีก

T cell และสารอักเสบก็อาจเปิดงานได้ใหม่
แต่รอบนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นตำแหน่งเดิม

เลยเห็นบางคนเป็นวนไปเรื่อยๆ
แผลเก่ากำลังหาย
แผลใหม่เริ่มเจ็บอีกฝั่งแล้ว


🔧 แล้วแผลหายได้ยังไง?

หลังช่วงอักเสบรุนแรงผ่านไป
ระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ ลดการโจมตี

เศษเซลล์และเนื้อเยื่อที่เสียหายถูกเก็บกวาด
เซลล์เยื่อบุจากขอบแผลเริ่มแบ่งตัวและเลื้อยเข้ามาปิดพื้นที่

พอผิวใหม่ปิดแผลได้
ปลายประสาทก็ไม่ถูกอาหารและน้ำลายสัมผัสตรงๆ เหมือนเดิม

ความเจ็บจึงลดลงค่อนข้างชัด
แล้วสุดท้ายเยื่อบุจะกลับมาปิดสนิท

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แผลร้อนในชนิดเล็กส่วนมาก
ต่อให้ไม่ทำอะไร
มันก็มีแนวโน้มหายเองอยู่แล้ว


📌 สรุปกลไกแบบย่อนะคะ

1️⃣ เยื่อบุช่องปากถูกกระตุ้นหรือบาดเจ็บเล็กน้อย ➝ ระบบภูมิคุ้มกันในคนที่ไวต่อการเกิดแผลถูกเปิดขึ้น

2️⃣ ทีเซลล์และเม็ดเลือดขาวเข้าบริเวณนั้น ➝ ปล่อยสารอักเสบ เช่น TNF-α ➝ เซลล์เยื่อบุเริ่มเสียหาย

3️⃣ ผิวเยื่อบุหลุดออก ➝ กลายเป็นแผลเปิด ➝ ตรงกลางเห็นเป็นคราบขาวเหลืองจากไฟบรินและเศษเซลล์

4️⃣ ปลายประสาทบริเวณแผลถูกเปิดรับสิ่งกระตุ้นมากขึ้น ➝ เลยเจ็บมากเวลาโดนอาหาร เคี้ยว พูด หรือขยับลิ้น

5️⃣ เมื่อการอักเสบลดลง ➝ เซลล์เยื่อบุสร้างตัวใหม่เข้าปิดแผล ➝ แผลเล็กส่วนใหญ่หายในประมาณ 10–14 วัน

แผลร้อนในจึงเป็นแผลเล็กๆ
แต่เบื้องหลังคือการอักเสบของเยื่อบุที่มีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด

แล้วพอผิวตรงนั้นหายไปแค่ไม่กี่มิลลิเมตร
ช่องปากที่ต้องเคี้ยว พูด กลืนทั้งวัน
ก็ทำให้เราได้รับรู้ถึงมันทุกวินาที


💊 แล้วดูแลยังไง?

✅ ถ้าเป็นแผลเล็กทั่วไป ส่วนใหญ่รอให้หายเองได้ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือแข็งมาก เพราะจะไปกระตุ้นแผลให้เจ็บขึ้น

✅ ถ้ามีฟันคม เครื่องมือจัดฟัน หรือจุดที่กัดกระพุ้งแก้มซ้ำๆ ควรแก้ต้นเหตุ เพราะถ้ายังเสียดสีอยู่ แผลก็โดนกระตุ้นทุกวัน

✅ ยาทาสเตียรอยด์เฉพาะที่เป็นหนึ่งในการรักษาหลักของแผลร้อนในที่เจ็บมากหรือเป็นซ้ำ เพราะช่วยกดการอักเสบบริเวณแผล แต่ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

✅ ยาหรือผลิตภัณฑ์ลดปวดเฉพาะที่ช่วยให้กินอาหารและพูดได้สบายขึ้น แต่บางชนิดช่วยแค่เรื่องปวด ไม่ได้ทำให้แผลหายเร็วขึ้นโดยตรง

✅ ถ้าเป็นบ่อยมาก เป็นหลายแผลพร้อมกัน แผลใหญ่มาก มีไข้ มีแผลบริเวณอื่นของร่างกาย มีอาการทางลำไส้ร่วมด้วย หรือเริ่มเป็นหนักผิดจากเดิม ควรพบแพทย์ เพราะบางครั้งแผลลักษณะคล้ายร้อนในอาจสัมพันธ์กับโรคอื่น

✅ และถ้าแผลในปาก “ไม่หายเกินประมาณ 3 สัปดาห์” โดยเฉพาะแผลแข็ง ขอบผิดปกติ โตขึ้น หรือไม่มีแนวโน้มดีขึ้น อย่าคิดว่าเป็นร้อนในแล้วรอต่อ ควรให้แพทย์หรือทันตแพทย์ตรวจค่ะ

และดูแลสุขภาพโดยพื้นฐานช่วยได้ เช่น
✔️ นอนให้ดี: นอนพอ 7-8 ชม. + นอนคุณภาพดี มีนอนกรนต้องรักษา
✔️ อย่าทำให้อยู่ในสภาพขาดน้ำ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์/โรคประจำตัวกลุ่มหัวใจและไต ดื่มอย่างน้อย 1.5 ลิตร พยายามดื่มห่างเวลานอน บางทีตื่นมาปัสสาวะจนนอนเสีย
✔️ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่คนที่เป็นบ่อย พยายามระวังเรื่องขาดน้ำ

แต่ต้องย้ำว่าการดูแลขั้นพื้นฐานนี้ มักจะช่วยอย่างเห็นได้ชัด ในกรณีเฉพาะคนที่มีตัวกระตุ้นด้วยตัวนั้น เช่น บางคนอดนอนแล้วเป็นเลย

แต่ใดๆ ทำไปก็มีแต่จะดี ทำไปเถอะค่ะ เพียงแต่อาจจะได้ผลหรือไม่อีกเรื่อง


ใครตอนนี้ที่กำลังเป็นอยู่ ก็เข้าใจความรู้สึกค่ะ
เจ็บชิบบบบบบบบบ

01/09/2026

กัดปากตัวเองทีไร เป็น "แผลร้อนใน" ทุกที... ร่างกายกำลังเตือนอะไรเราอยู่?

สมัยผมอ้วนๆ ความดันสูง เรื่องหนึ่งที่เจอประจำคือ "แผลร้อนใน"
เรียกว่า ซึ่ง Triamcinolone oral base เป็นซองๆ ไว้ที่บ้าน
คือ รู้ว่า ถ้ากัดในปากแล้ว ไม่รีบทาในวันรุ่งขึ้น ... เจ็บหนักแน่

ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา การกระแทกในปากจากอุบัติเหตุ หรือ กัดเอง
ก็มีอยู่เป็นระยะๆ นะครับ แต่แปลกคือ ไม่มีแผลร้อนในอีกเลย....

เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไร กับการที่เราสุขภาพดีขึ้น หรือไม่

คำตอบไม่ได้อยู่ที่รอยกัดครับ แต่อยู่ที่ "ความสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน" และ "ระดับการอักเสบซ่อนเร้น" ในร่างกายของเราในขณะนั้น

แผลร้อนในที่เกิดซ้ำซาก เป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าร่างกายมีภาวะอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ (Chronic low-grade inflammation) สะสมอยู่จนถึงจุดวิกฤต เมื่อเกิดบาดแผลเล็กๆ ระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังทำงานล้นเกิน (Overactive) จึงบุกเข้าโจมตีเนื้อเยื่อของตัวเอง แทนที่จะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมตามปกติ

ตัวการเงียบที่เติมเชื้อไฟอักเสบให้ร่างกาย ได้แก่

**อ้วนลงพุงและบริโภคน้ำตาลสูง**

ไขมันสะสมในช่องท้องจะหลั่งสารอักเสบเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง ส่วนน้ำตาลที่สูงเกินจะรบกวนการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันรวนและบาดแผลหายช้า

**การอดนอนและความเครียดสะสม**
รบกวนนาฬิกาชีวิต กระตุ้นฮอร์โมนความเครียด และทำให้ระดับสารก่อการอักเสบในเลือดพุ่งสูงขึ้น

**กินของทอดและอาหารแปรรูป**
อาหารที่ผ่านความร้อนสูงจัดเต็มไปด้วยสารเร่งการอักเสบ (AGEs) ซึ่งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ไวต่อสิ่งเร้ามากผิดปกติ

**ออกกำลังกายหักโหมเกินไป**
การใช้งานร่างกายหนักโดยปล่อยให้ฟื้นฟูไม่ทัน จะสร้างอนุมูลอิสระปริมาณมหาศาล และกดการทำงานของภูมิคุ้มกันให้ต่ำลงชั่วคราว

>

หัวใจสำคัญคือการลดภาระการอักเสบโดยรวมของร่างกายลง

เริ่มจากการลดปริมาณน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตที่เกินความจำเป็น
เพื่อลดไขมันสะสมรอบเอว

ให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

เลือกออกกำลังกายในระดับที่พอเหมาะ สม่ำเสมอ

เมื่อสภาวะการอักเสบโดยรวมลดต่ำลง ร่างกายจะมีความยืดหยุ่นทางระบบเผาผลาญสูงขึ้น ภูมิคุ้มกันจะกลับมาทำงานอย่างสมดุล

หากบังเอิญไปกระแทกหรือกัดริมฝีปากตัวเองอีก ร่างกายก็จะสามารถสมานแผลได้เองอย่างรวดเร็ว โดยไม่กระตุ้นให้ลุกลามเป็นแผลร้อนในที่ทรมานอีกต่อไปครับ

#หมอจิรรุจน์

ที่อยู่

148 Front Of Soi Thong Lo 4 (Marché Thonglor Building C 4th Floor) Sukhumvit 55 Road Vaddana Khongton-nue
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 20:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Asavanant Dental Clinic โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ คลินิกทันตกรรมนี้

ส่งข้อความของคุณถึง Asavanant Dental Clinic:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่